Archive for the Category »make it easy «

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพิ่งไปทานบุฟเฟต์มื้อกลางวัน ที่โรงแรม(ค่อนข้างดัง)บนถนนสุขุมวิท
ปกติไม่ค่อยจ่ายตังค์เพื่อทานข้าวที่โรงแรมหรอกครับ
นอกจากจะรู้สึกว่า “แพง” แล้ว
ภาพของความอร่อยในความคิดผม จะนึกถึงร้านอาหารเก่าๆมากกว่า แทนที่จะเป็นห้องแอร์หรูๆ

แต่เมื่อแลกกับความสะดวกสบาย เวลานัดเจอเพื่อนๆในวัยขนาดนี้
สถานที่เลยเป็นปัจจัยสำคัญไม่ต่างจากรสชาติอาหาร

จะด้วยความอร่อยหรือกลัวไม่คุ้ม ก็ไม่รู้
รู้แต่ว่า ผมทานมากกว่าปกติ
แต่ถึงจะมากกว่าปกติแค่ไหน ก็ไม่มากมายเท่าไร เพราะกระเพาะไม่สามารถขยายได้ทันท่วงที

การนัดทานข้าวแบบบุฟเฟต์นี้ ก็ดีไปอย่าง
ไม่ต้องกลัวจ่ายแพง เพราะรู้ราคาอยู่ก่อนแล้ว
ไม่สร้างความลำบากใจให้เพื่อนๆ
เพราะบางคนมาช้า ก็หมดปัญหา ‘ทานน้อย แต่ต้องจ่ายเท่ากัน’

‘บุฟเฟต์’ นอกจาก จะช่วยเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่ายให้สบายใจทุกคนแล้ว
ยังตอบโจทย์ไลฟสไตล์คนยุคนี้ ที่มีความเป็น individual สูง
ใครอยากทานอะไร ก็เดินไปหยิบไปตักเอาเอง
จะมาก่อน มาหลังไม่ว่า แต่ถ้ามาช้า อาจอดบางเมนูเท่านั้นเอง

‘เสน่ห์’ อีกอย่างของบุฟเฟต์ คือ การเล่นกับความรู้สึกของลูกค้า
เวลาเดินเข้าร้านบุฟเฟต์ ลูกค้าหลายคน จะพกความตั้งใจมาเต็มกระเป๋า
พร้อมประกาศกร้าว “…จะเอาให้คุ้ม”

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดขาย ที่ใช้เป็นกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าได้
และไม่ใช่แค่ ‘ร้านอาหาร’
เพราะธุรกิจอื่น ก็เอาไอเดียแบบนี้ไปใช้ได้
อย่างสายการบิน Jet Blue ที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้โดยสารหดหาย
ก็ทำแคมเปญให้ลูกค้ารู้สึกคุ้ม กับการนั่งเครื่องบิน
นั่นคือ จ่ายราคาเดียว บินได้ไม่จำกัด
ลูกค้าสามารถเลือกที่นั่ง เลือกไฟลท์ ได้แบบสบายใจ เพียงแจ้งล่วงหน้า 3 วัน

‘งดใช้บริการวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์’
‘ห้ามบินเกินวันละสองขวด เฮ้ย! สองเที่ยว’
เงื่อนไขแบบนี้ ไม่มีอยู่ในแพคเกจของ All-You-Can-Jet Pass!
แถมราคานี้รวมภาษีสนามบินและค่าธรรมเนียมทุกอย่างอีกแล้วด้วย การันตีไม่มีชาร์จเพิ่ม
แม้จะเป็นแคมเปญสั้นๆ กินระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ก็น่าจะช่วยเติมรายได้ให้บริษัทได้มากพอควร

หลายธุรกิจในเมืองไทย เอาไอเดียนี้มาใช้ แต่ใจไม่ถึง จึงตั้งราคาแบบศรีธนญชัย ติดดอกจันทร์ไว้ตรงราคา ให้ลูกค้าเอาแว่นขยาย อ่านเงื่อนไขที่อยู่ท้ายใบโฆษณา
แบบนี้ก็ทำลายตัวเองชัดๆครับ!


เมื่อสองวันก่อนระหว่างทางกลับบ้าน
หลังเลิกงาน รถไฟฟ้าบีทีเอสแน่นขนาดไหน ก็พอจะรู้ๆกันอยู่นะครับ
พอประตูเปิดผมก็รีบเดินเข้าไป เผื่อคนอื่นจะได้ร่วมขบวนด้วย

คนเยอะจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
แต่ผมสัมผัสได้ว่ามีชาวต่างชาติอยู่ในขบวนนี้ด้วยแน่ๆ
กลิ่นเครื่องเทศแรงขนาดนี้ ไม่ ปากีฯ เนปาล ก็น่าจะอินเดีย

ผ่านไปหนึ่งสถานี มีคนเข้าออก ตำแหน่งการยืนก็เปลี่ยนไป
ผมพยายาม ฉีกตัวไปทางปีกซ้าย ให้ห่างจากกลิ่นที่ถูกเบียดไปเป็นกองกลาง
พอตั้งหลักได้ ความก็ปรากฎ สองคนที่ว่าคือ ‘แขก’ ไม่โผกผ้า มากับเพื่อนชาวญี่ปุ่น
แม้แกจะถูกเบียดไปยืนตรงกลาง
แต่ดูท่าทางสองหนุ่ม อยากออกมาเล่นริมเส้นเหมือนผม แต่ด้วยจำนวนคนที่เบียดเสียด แกเลยแก้ปัญหาด้วยการโน้มตัว
เพื่อมาดูป้ายบอกเส้นทาง ซึ่งมันอยู่บนหัวผม
สองคนกำลังสับสน ถึงสถานีอะไรแล้ว?

แม้แอร์ของรถไฟฟ้าจะพ่นจากเพดานลงล่าง แต่ความรู้สึกของผม “วันนี้ทิศทางลมเปลี่ยนไป”
ความแรงของกลิ่นทำให้ผมพยายามถอดรหัสภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดีย สื่อสารกับสำเนียงญี่ปุ่น

เคยดูรายการเกมโชว์ที่ผู้แข่งขันต้องทำภารกิจแข่งกับเวลาไหมครับ?
ผมอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นเลย เพียงแต่เวลาของผม ไม่ได้มีหน่วยเป็น ‘วินาที’ แต่เป็นกลิ่นที่ค่อยๆแรงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากในหนังจักรๆวงศ์ๆ ที่เวลาในเมืองมนุษย์ต่างจากเมืองเทวดา
‘กลิ่น’ ก็ทำให้เรารู้สึกแบบนั้นได้ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ทำให้เวลานานขึ้นกว่าปกติ

ผมปฏิบัติภารกิจนี้ไม่สำเร็จครับ
ฟังไม่ออก ว่าพี่ท่านทั้งสองจะเดินทางไปไหน
แว่วๆว่า “วิดๆ ชิดๆ”
จะไปสุขุมวิท หรือไปหมอชิต มันคนละทางเลยนะนั่น!!!
สุดท้ายก็ขอถอยออกจากประตู หลังจากทนมาได้สองสถานี
แล้วรีบวิ่งไปเข้าประตูอื่น

ตลอดทางกลับบ้าน ผมได้แต่คิดว่า น่าจะมีวิธีอื่นที่ทำให้คนไม่คุ้นเส้นทาง ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถไปมา
แผนที่ที่เป็นกระดาษพับ อาจจะสะดวกไม่พอเวลายืนเบียดเสียดกัน
ลองทำเป็น ‘กำไลแผนที่’ เหมือนของรถไฟฟ้าใต้ดินที่นิวยอร์กดีไหม
ดีไซน์ให้เก๋ สวมใส่เป็นแฟชั่น เจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
นอกจากแผนที่รถไฟฟ้าแล้ว ยังมีอีกหลายแห่งที่ฝรั่งอาจหลงทางได้ (เออ…คนไทยที่เป็นขาจรก็หลงได้เหมือนกันครับ)
อาทิ สวนจุตจักร, ถนนข้าวสาร, ย่านท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ หาดใหญ่ พัทยา

ทีนี้จะไปเที่ยวไหน ก็แค่เลือกกำไลให้ถูก แล้วค่อยไปถามเอาดาบหน้า
อ้อ! แนะนำทำเวอร์ชั่นพิเศษ ที่มีภาษา Hindi กำกับใต้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียด้วยนะครับ