
ยังเป็นควันหลง จากการไปเที่ยวทริปล่าสุดครับ
พูดเหมือนไปไกล แต่ที่ไหนได้ แค่ชะอำนี่เอง
การเลือกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ‘สถานที่’ เป็นเรื่องสำคัญมาก
จะลงทะเลหรือขึ้นภู จะดูนกหรือดำน้ำ ต้องตัดสินใจให้ได้ก่อน
เมื่อได้คำตอบแรก
ก็มีคำถามข้อที่สอง ข้อที่สาม ตามมาอีก เช่น ทะเลใต้หาดสวยน้ำใส หรือทะเลใกล้ๆแค่ไปเดินทอดน่อง
ก่อนจะจบที่ข้อสุดท้าย คือ ‘ที่พักแบบไหน’
นี่เป็นธรรมนูญการท่องเที่ยว ที่ผมยึดปฏิบัติมาโดยตลอดครับ
แต่ธรรมนูญนี้มีข้อยกเว้น ในมาตรา 3 วรรค 4 บรรทัดที่ 5 ว่า
หากไม่สามารถหาคำตอบข้อที่ 1 ข้อที่ 2 หรือข้อที่ 3 ได้ ให้ข้ามไปข้อสุดท้ายได้เลย (ฮา)
“แล้วจะมีธรรมนูญไว้ทำแมวอะไรว่ะ”
อ๋อ! ก็มีไว้ให้เป็น ‘หลักการ’ ยังไงครับ
แล้วหลักการนี้ ก็มีไว้ให้ ‘ฉีก’
เพราะการ ‘ฉีกกฎ’ เป็นพื้นฐานหนึ่งของการพักผ่อน
ชีวิตต้องออกจาก ‘กรอบ’ บ้าง อย่าพยายามสร้างกรอบ สร้างกรง แล้วขังตัวเองไว้
ถ้าไม่มีความสุขก็ลองเดินออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกดูบ้าง
แม้จะเป็นวันหยุดสบายๆ
แต่เมื่อไปถึงที่พัก ก็อดไม่ได้ที่จะเดินตรวจงาน
“เอ… จะเหมือนในรูปที่โฆษณาหรือเปล่าหนอ?”
ผมคิดว่าหลายคน คงมีวิญญาณผู้รับเหมาก่อสร้าง สิงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
แต่มีอีกอย่างที่ทำให้ผมได้ลุ้นตลอดเมื่อยามไปเที่ยว ว่าสถานที่นี้จะแตกต่างจากที่อื่นหรือไม่
นั่นคือ ตู้เย็นครับ!
ผมอยากรู้ว่า ข้างในตู้มีอะไรมาโชว์บ้าง
ที่บอกว่า ‘โชว์’ เพราะผมไม่เคยใช้บริการเครื่องดื่มและขนมเหล่านี้เลย นอกจาก ‘น้ำเปล่า’ ที่ให้ฟรี
ไม่ได้เค็มขนาดนั้นหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะว่า การตั้งราคาแบบนี้มันคือ ‘ราคาบอกผ่าน’
คิดได้ยังไงครับ เบียร์กระป๋องละ 90 บาท น้ำอัดลมกระป๋องละ 45 บาท ราคานี้สูงกว่าร้านค้าทั่วไปเกินเท่าตัว
ในเมื่อ เสนอราคาบอกผ่าน ผมก็สนองด้วยการ มองผ่านๆ เช่นกัน
ผมเคยได้ยินมาว่า ตอนแรกๆรายการสินค้าที่วางขายในห้องพัก จะมีเพียงเครื่องดื่มและขนมเท่านั้น
แต่พอลูกค้านิยมชมชอบโรงแรมมากๆ มีการแอบจิ๊กผ้าขนหนู รองเท้า กลับไปเป็นที่ระลึก
โรงแรมจึงต้องขยายกิจการ จากร้านสะดวกซื้อ เป็นห้างสรรพสินค้า
จากขนมและเครื่องดื่ม ก็เพิ่มผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนู แก้วน้ำ เข้าไปด้วย
ไม่แปลกใจเลยครับ ในวันที่ผมไปพัก จึงได้เห็นราคา ‘LCD TV’ ต่อท้ายรายการจาก ‘ผ้าขนหนู’ อีกหนึ่งรายการ
แบบนี้ก็แปลว่า แขกสมัยนี้เล่นของหนักเลยทีเดียว
จนทำให้โรงแรมรีสอร์ทต้องตั้งการ์ดสูง
ลองนึกต่อสิครับ ว่าในอนาคตข้างหน้า รีสอร์ทจะต้องเพิ่มรายการสินค้าอะไรลงไปอีก?
จะถึงขั้น ‘โคมไฟ เก้าอี้ อ่างอาบน้ำ’ เลยหรือเปล่า
สินค้าชิ้นใหญ่ที่กินไม่ได้เหล่านี้ ตั้งราคาสูงเพื่อป้องกันทรัพย์สูญหาย
แต่ถ้ากลับไปเปิดตู้เย็นใบเล็กๆ ข้าวของข้างใน คงไม่ได้ตั้งราคาเพื่อกันหายแน่ๆ
ในอดีต การตั้งราคาแบบนี้อาจมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการณ์ขณะนั้น
แต่ในวันนี้ วันที่มีร้านสะดวกซื้อเปิดให้บริการอยู่ไม่ไกล แล้วการตั้งราคาแบบนี้มีไว้ทำไม? น่าคิดนะครับ
ที่บอกตอนแรกว่า ผมได้ลุ้นทุกครั้งที่ไปเที่ยว ก็คือได้ลุ้นว่า มีที่พักแห่งไหนใจถึง จัดขนมและเครื่องดื่มให้เต็มตู้เย็นใบเล็ก ไว้บริการลูกค้าแบบฟรีๆ
ลงทุนแค่ไม่กี่ร้อยบาท ก็เกิดความแตกต่าง และสร้างความประทับใจได้
‘มีโชว์แต่ไม่มีชาร์จ’ ใครๆก็ชอบ
ลองทำดูสิครับ แล้วเรื่องราคาบอกผ่าน จะกลายเป็นการบอกต่อ

เพื่อนๆออกไอเดีย