Posts filed under 'make it easy'

“เบาๆหน่อยลูก แม่จะทำงาน”
“บอกว่าอย่าวิ่ง เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่พามาอีกนะ”
เสียงเตือนเด็กและคำขู่เล็กๆ ดังเป็นระยะๆตลอดวัน
กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วครับ เพราะปิดเทอมแบบนี้ ออฟฟิศจะกลายเป็นสนามเด็กเล่นไปชั่วคราว
ฝรั่งต่างชาติมาเห็นเข้า ต่างทึ่งในบรรยากาศการทำงานของคนไทย
“อบอุ่นจริงๆ”
แต่สิทธิประโยชน์แบบนี้ คงไม่ได้มีทุกที่ ทุกบริษัทหรอกนะครับ
บางแห่งก็หยวนๆให้พาลูกมาได้
บางแห่งก็เข้มงวด
แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนที่ไม่ได้นั่งทำงานประจำในออฟฟิศ จะพาลูกไปอยู่ไหน
กรณีนี้ผมมีตัวอย่างจากต่างประเทศ มาให้ดูครับ
เมื่อคุณ M.F. Chapman เธอเผชิญกับปัญหาในการไปฝากเลี้ยงลูก แม้จะมีสถานรับเลี้ยงแต่ก็ติดขัดเรื่องเวลา
มันไม่เอื้อกับงานของเธอเลย
สุดท้าย เธอก็หาทางออกด้วยการตั้ง Cubes&Crayons
ที่เป็นทั้งออฟฟิศ และสถานเลี้ยงเด็กไปในตัว
โดยออฟฟิศ แบบ 2 อิน 1 นี้ ลูกค้าสามารถจองเวลาได้ล่วงหน้า ว่าจะมาใช้บริการเมื่อใด
และก็เลือกจำนวนชั่วโมงได้ตามสะดวก
ส่วนในเมืองไทย ไอเดียคล้ายๆกัน เริ่มมีให้เห็นแล้วครับ
เมื่อวานนี้ ผมไปซื้อของที่แฟชั่นไอส์แลนด์ เห็นมีป้ายบอก “ห้องรับฝากเด็ก”
ป้ายขนาดเท่ากับโปสเตอร์หนัง และตั้งเรียงต่อจากโปรเตอร์หนัง ตรงทางเดินเข้าห้างฯ
ไม่แน่ใจว่าเป็นบริการเสริม เพื่อเอาใจคุณแม่นักช้อปหรือเปล่า
เสียดายที่ผมรีบไปหน่อย เลยไม่ได้แวะไปดู ว่าหน้าตาห้องเป็นอย่างไร? มีคนฝากเลี้ยงเยอะไหม?
ไว้โอกาสหน้า จะไปหาคำตอบมาให้ครับ!
แต่หวังว่า “ห้องรับฝากเด็ก” คงไม่ใช่หนังเรื่องใหม่หรอกนะครับ!
May 12th, 2008

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยนะครับ เพิ่งจะปลายเมษาแต่ฝนฟ้าก็เทลงมาติดๆกันหลายวัน แต่นั่นก็ไม่น่าแปลกใจเท่า หิมะปกคลุมดอยช้าง
จากดอยเขียวๆ กลายเป็นดอยเขียวขาว (เนื่องจากปกคลุมไม่หมด จึงมีสีเขียวเป็นหย่อมๆ)
แม้จะไม่ใช่หิมะเสียทีเดียว หากแต่เป็นลูกเห็บหรือเกล็ดน้ำแข็ง แต่แค่นี้ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า สภาพอากาศจะไม่ปกติอีกต่อไป
“จู่ๆฝนก็ตกแบบนี้ ใครเดือดร้อนสุดครับ?”
“ผู้ว่าฯกรุงเทพ” (
ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องครับ)
แต่ผมว่าคนที่เดือดร้อนมากที่สุด น่าจะเป็น พ่อค้าแม่ค้าริมฟุตบาท
สำหรับร้านค้าทั่วๆไป อาจมีลูกค้าเข้าร้านน้อยลง
แต่ร้านค้าริมฟุตบาทนี่ซิ!
ไม่มีโอกาสได้เปิดร้านเลย
ร้านริมทางในเมืองไทยเรา ส่วนใหญ่ใช้ร่มเป็นเกราะกำบังแดดฝน เพราะเก็บง่ายเคลื่อนย้ายสะดวก แต่ถ้าฝนตกหนักจริงๆ ร่มคันใหญ่ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน
ลองไปดูตัวอย่าง “ร้านเคลื่อนที่ได้” ของต่างประเทศกันไหมครับ ว่ามีเทคนิคกันฝนอย่างไรบ้าง? ไม่ได้พาไปไกลหรอกครับ แค่ 1 พันกว่ากิโลเมตรจากกรุงเทพ
งั้น ไปกันเลย!!!
ออกจากกรุงเทพ มุ่งหน้าสระแก้ว ผ่านอรัญประเทศ เข้าเขตกัมพูชาที่ปอยเปต ผ่านเมืองศรีโสภณ เข้าพระตะบอง แวะพนมเปญ ออกเดินทางต่อ ผ่านเนียกเลือง ทะลุเข้าเขตเวียดนามที่ชายแดนเมืองม็อกไบ และจบท้ายที่โฮจิมินห์
ถึงแล้วครับ!
ผมจะพาไปดูนักขายตระกูล Nguyen (อ่านว่า เหงียน นะครับ ไม่ใช่ งูเย็น)
หากใครผ่านไปแถวๆ Cho Ben Thanh (ตลาดเบ๋นธั่น) ซึ่งเป็นตลาดกลางของย่านนี้และนักท่องเที่ยวรู้จักกันดีเพราะมีของฝากเยอะในราคาสบายกระเป๋า
ช่วงกลางวัน การค้าจะมีแค่ด้านในอาคาร แต่พอบ่ายแก่ๆบริเวณถนนรอบๆตลาด ก็จะแปลงร่างเป็นศูนย์การค้า

และด้วยตำแหน่งเมืองที่ต้องเผชิญกับฤดูฝน มากกว่า ฤดูไม่มีฝน พ่อค้าแม่ค้าที่นี่จึงไม่ใช้ร่มเหมือนบ้านเรา แต่จะใช้ “หลังคาผ้าใบติดล้อ” แทน
นวัตกรรมนี้น่าสนใจครับ เวลาจะเปิดร้าน ก็ลากง่ายๆเหมือนรถเข็น
ลากมาถึงที่หมาย ก็ดึงเสาทุกต้นออกจากกัน
ดึงเสาจนกว่าหลังคาผ้าใบตึง ก็จะได้ร้านสำเร็จรูปพร้อมวางสินค้าขาย
ด้วยเสาเหล็กหลายเสา และคานเหล็กแบบยืดหดได้ ทำให้ร้านลักษณะนี้แข็งแรงเป็นพิเศษ!
เวลาเก็บร้าน ก็รวบเสามาไว้ด้วยกัน
“ยืดได้ หดได้” เหมือนอะไรครับนี่?
ไม่เพียงแค่ผู้ว่าฯกรุงเทพ และพ่อค้าแม่ขายเท่านั้น ที่ต้องลำบาก
หากแต่ การไฟฟ้าฯ ก็พลอยมีงานหนักขึ้นกว่าเดิม
ค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเลยได้นั่งทานข้าวใต้แสงเทียน (นี่อุตสาห์เตรียมรับมืออย่างดีแล้วนะครับ)
เป็นความโรแมนติกโดยไม่ตั้งใจ เพราะไฟดับ
แต่โชคยังดีนะครับ ไฟดับเพียงชั่วโมงกว่าๆ พอถึงเวลาข่าวจบ ทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ
ดับช่วงไหนดับได้ แต่อย่าดับช่วงละครหลังข่าว หรือราวๆตีสองที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลนะครับ เพราะเดี๋ยวจะเป็น
“บ่าวเตือนแล้ว แต่ก็มิได้นำพา”
April 30th, 2008
“ไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่ไหนมา?”
เสียงแว่วทักทายกันในวันพุธที่ 16 เมษายน หลังจากหยุดทำงานหลายวัน
“ไปไกลมากเลยพี่”
“ผมมาเล่นน้ำที่สีลม” เสียงตอบแบบกวนๆ ขำๆ
“แต่พอเล่นเสร็จ หารถกลับบ้านยากมาก เพราะไม่มีแท็กซี่คันไหนยอมให้ขึ้น”
ไม่รู้ว่ามีใครเจอสถานการณ์แบบนี้บ้าง?
แต่เท่าที่เห็นจากข่าวในทีวี มีคนจำนวนมากเบียดเสียดกันเล่นน้ำ ทั้งสีลมและตรอกข้าวสาร ผมเดาว่าคงมีหลายคน ต้องใช้บริการขนส่งมวลชนเป็นแน่ๆ
ตอนเล่นก็สนุกครับ แต่พอเล่นเสร็จ เนื้อตัวเปียกแฉะ “แล้วจะกลับบ้านได้อย่างไร?”
แต่ถ้ามีผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดผม หรือเสื้อยืดสักตัวให้เปลี่ยน ก็จะดีไม่น้อย
ร้านค้าที่ตั้งอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น ก็มีแต่ขายน้ำ น้ำ และก็น้ำ
แต่ว่าไป จะให้แม่ค้าตั้งแผงขายเสื้อผ้า ในเทศกาลสงกรานต์ก็คงลำบากอยู่ เพราะสินค้าจะเปียกแน่ๆ
แต่ก็มีวิธีขายแบบอื่นที่สินค้าจะไม่เปียกน้ำก่อนถึงมือผู้ซื้อ นั่นก็คือ ขายผ่านตู้อัตโนมัติหรือ vending machine ยังไงครับ
ลองจินตนาการดูนะครับ นำเสื้อยืดหรือผ้าเช็ดผม ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ ม้วนใส่กระบอกพลาสติกใส ที่ขนาดใหญ่พอๆกับต้นแขน ยาวเพียงคืบกว่าๆ
ภาชนะบรรจุแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากกระป๋องน้ำอัดลม น้ำเกลือแร่ ที่วางขายในตู้กดที่มีอยู่
เพียงแต่นี่มันบิ๊กไซด์ คล้ายๆเอาเป๊ปซี่ 1.25 ลิตร มาวางขายในตู้กด
และเพื่อเพิ่มมูลค่าในสินค้า ก็อาจมีการสกรีน “Song Kran @ Khao San 2008″ หรือ “Song Kran @ Silom 2008″ ไว้ให้เป็นที่ระลึก
โดยเฉพาะชาวต่างชาติสินค้าชิ้นนี้ จะเป็นหลักฐานยืนยันว่า ได้มาร่วมประเพณีอันเก่าแก่ของชาวสยาม
ยังครับ! ยังไม่พอ เพื่อให้คนซื้อสะดวกสบายยิ่งขึ้น ก็ตั้งตู้ขายเสื้อผ้าอัตโมมัตินี้ ใกล้ๆกับตู้ขายเครื่องดื่ม และเครื่องเป่าผมหยอดเหรียญ
เล่นสงกรานต์มาเหนื่อยๆ แวะดื่มน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อ เป่าผม ก่อนขึ้นรถกลับบ้าน
April 24th, 2008
Previous Posts