Archive for the Category »innovation «


เมื่อเช้าเข้าครัว อยากทานอะไรร้อนๆก่อนออกไปทำงานครับ
แต่ในตู้เย็นมีเสบียงไม่มากนัก ผักก็เกลี้ยง เนื้อก็ไม่มีสำรองไว้
ตั้งแต่เข้าเทศกาลกิจเจ ตู้เย็นที่บ้านก็เลยปลอดเนื้อสัตว์ไปด้วย
ถึงตอนนี้ยังไม่มีเวลาไปซื้อของมาตุนเลยครับ

วัตถุดิบมีแค่ไข่ เมนูวันนี้จึงเป็น ‘ไข่คน’ เอ้อ…เรียกให้เต็มๆก็คือ ‘ไข่ไก่คน’ ครับ
เมนูนี้ทำง่าย ใช้เวลาน้อย เหมาะมากๆกับคนเมืองที่เร่งรีบ
“ข้าวร้อนๆกับไข่คนแบบขลุกขลิกๆ”

แค่ตั้งกะทะ เปิดไฟอ่อนๆ ใส่น้ำมันพอหมาดๆ แล้วตอกไข่ลงไปเลย
จากนั้นก็ตามด้วย ผู้ช่วยพระเอกครับ! ผมเลือกใช้ ซอสลีกุมกี่ โชยุ และเหล้าสาเก
ปรับรสให้กลมกล่อมด้วย เกลือและน้ำตาล
โรยนิดหน่อยก็พอ!
ผมเลี่ยงน้ำปลาครับ เพราะเป็นคนมือหนัก ใช้น้ำปลาทำเมนูนี้ทีไร จะได้ ‘ไข่ทะเล’ ทุกที

จากนั้นก็คนไปเรื่อยๆ
ถ้าชอบแบบแห้ง ก็คนนานหน่อย
ถ้าชอบฉ่ำๆ ก็คนแป๊บเดียวเป็นอันเสร็จ ตักวางบนข้าวร้อนๆ น่าทานทีเดียวครับ!
แฮ่ม…วันนี้มาผิดแนว ชวนทุกคนเข้าครัวซะงั้น

เมนูนี้ฝีมือไม่ต้องครับ ทุกอย่างอยู่ที่เครื่องปรุง
ผมเคยลองใช้ซอสหอยนางรมหลายยี่ห้อ แล้วก็เห็นความแตกต่างครับ
ยี่ห้อลีกุมกี่ มีความเข้มข้นกว่ายี่ห้ออื่น จึงทำให้ได้รสกลมกล่อม

พอไม่ได้เข้าครัวบ่อย ซอสที่เปิดไว้เลยดูแห้งๆ ผมไม่แน่ใจว่าจะทำให้ความอร่อยน้อยลงหรือเปล่า
แต่คิดว่า น่าจะมีส่วน
แม้ลิ้นผมจะแยกแยะไม่ได้ขนาดนั้น
เคยได้ยินกูรูด้านอาหาร จำไม่ได้ว่าเป็น หมึกแดง อาหม่อมฯ หรือลุงหมัก บอกว่า ‘ความสดคือกุญแจสำคัญของการทำอาหาร’
“อาหารไทย ถ้าจะทำให้อร่อย ต้องใช้กะทิสด เพราะจะได้กลิ่นหอม” คงจะเหมือนกาแฟมั้งครับ คั่วบดใหม่ๆจะทำให้หอม อร่อย

คำพูดนี้น่าจะจริง เพราะผู้ผลิตซอสในญี่ปุ่นก็ชูคุณสมบัติเรื่องความสดใหม่ เป็นจุดขาย
ซอสบรรจุขวด อาจจะทำให้พ่อครัวใช้งานสะดวก แต่เมื่อเปิดใช้แล้ว ของที่เหลือในขวดจะไม่สดอีกต่อไป
เพราะเมื่อซอสเจออากาศ รสชาติก็เปลี่ยน
จะทำซองเล็กๆ ใช้หมดเป็นครั้งๆ ก็เปลืองต้นทุนน่าดู

yamasa จึงคิดค้นซองแบบใหม่ ที่ให้อากาศไหลทางเดียว ห้ามย้อนศร
เมื่อซอสข้างในไม่สัมผัสอากาศ จึงอยู่ในสภาพใหม่เสมอ
ทุกครั้งที่เทซอสน้ำจิ้ม จึงเหมือนฉีกซองใหม่ทุกครั้ง
ทำให้รสชาติคงเดิม

เห็นวิธีถนอมรสชาติอาหารแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงการเตรียมนมลูกของคุณแม่ยุคใหม่
หากได้ถุงแบบนี้ ชีวิตก็น่าจะดีขึ้น
เพราะสามารถสต๊อกนมให้ลูกได้มากกว่าเดิม ทำให้มีเวลาเหลือที่จะทำอะไรต่อมิอะไรได้อีก!
“…แล้วทำอะไรหล่ะ?”
;-)

เห็นรูปร่างหน้าตา คงไม่มีใครเดาถูกหรอกว่ามันคือ ‘พัดลม’
“แต่เอ๊ะ แล้วใบพัดอยู่ไหน”
“เขาย้ายใบพัดไปอยู่ที่ฐานพัดลมแหงๆเลย”

ผมเองก็เดาแบบนี้ เป็นวิธีคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อนแอบ
แหะๆ สมัยเด็กๆคงเล่นซ่อนหามากเกินไป พอให้ออกแบบอะไรใหม่ๆ ผมจึงทำให้แค่สลับชิ้นส่วนไปมา

แต่ถ้าผู้ผลิต คิดเหมือนผม อีกไม่นานก็มีสินค้าเลียนแบบออกมาวางขาย ในราคาถูกกว่า
ดังนั้นจึงไม่ควรทำครับ!
หากคิดจะเปลี่ยนแค่รูปลักษณ์ภายนอก ก็คงหลอกลูกค้าได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ถ้าจะเอาแบบกินยาวๆ ก็ต้องคิดค้นสินค้าใหม่ไปเลย
และถ้าเปลี่ยนตับไตใส้พุงได้ด้วยก็ยิ่งดี เพราะจะช่วย ‘ตีกันคู่แข่ง’ ไปในตัว

‘สินค้าใหม่’ บางทีก็ไม่ได้อยู่ไกล ขนาดต้องปีนกระไดคิด
แค่มองดูรอบตัว แล้วหาวิธีแก้ปัญหาที่มีอยู่

“พัดลมที่ใช้กันอยู่ มันมีฝุ่นเกาะติดใบพัด ทำให้สกปรก”
“ลมไม่สม่ำเสมอ”
“ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก”
“รูปทรงหน้าตา ก็ดูไม่หน้ามอง”

แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ สินค้าใหม่ก็เกิดครับ
และก็เป็น James Dyson คนเดิม ที่เปิดตัวพัดลมสุดไฮเทค
หลักการทำงาน ก็คือ ‘ดึงลมจากด้านหลัง ปล่อยสู่ด้านหน้า’ เหมือนพัดลมทั่วไป
แต่ใส้ในที่ใช้เทคโนโลยี turbochargers และ jet engines ก็จะได้ลมที่แรงขึ้น
ผสมกับการออกแบบให้ลมไหลผ่านส่วนโค้งเว้า ทำให้ได้กระแสลมสม่ำเสมอ
เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

หากยกให้ Steve Jobs แห่ง Apple เป็นเจ้าพ่อของอุปกรณ์สื่อสารประจำตัวยุคใหม่
ผมว่า James Dyson ก็ต้องเป็นเจ้าพ่อแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หละครับ!

สินค้าตัวแรกของ Dyson เป็นเครื่องดูดฝุ่น ซึ่งหลังจากเปิดตัวในปี 1993 ก็ทำยอดขายกว่า 15 ล้านเครื่อง ภายใน 3 ปี และตอนนี้ ก็ทำยอดไปแล้วเกิน 31 ล้านเครื่อง
ยอดขายระดับนี้ ในยุคที่ ‘เมดอินไชน่าราคาถูก’ ตีตลาดโลก ผมว่าไม่ธรรมดานะครับ!

Steve Jobs และ James Dyson มีความเหมือนกันที่ใช้ ‘รูปลักษณ์ภายนอก เป็นจุดขาย’
แต่ ‘จุดชี้เป็นชี้ตาย คือ คุณสมบัติภายในเครื่อง’

สินค้าใหม่สวยกว่าเดิม
สินค้าใหม่ดีกว่าเดิม
สินค้าใหม่ แก้ปัญหาเดิมๆ

เข้าทำนอง “ปัญหามา สินค้า(ใหม่)เกิด”
เลียนแบบคำพระสอน “ปัญหามา ปัญญาเกิด”

มิน่า! บางคนจึงชอบสะสมปัญหา แหะๆ