Posts filed under 'go digital'

ใกล้ได้เวลาต้องเปลี่ยนโปรโมชั่นมือถืออีกแล้วครับ
แม้ว่าโปรฯเก่าจะครบกำหนดเดือนหน้า
แต่กลัวจะลืมเหมือนครั้งก่อน ที่พอหมดโปรฯ Operator มือถือก็ใจดี เลือกโปรฯแบบพิเศษให้
เป็นความหวังดี ที่ประทับใจไปอีกนานเลยครับ
(ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อนะครับ)
ในสถานการณ์ที่ตลาดมือถือแข่งขันกันดุเดือด
การมีเครือข่ายดีหรือบริการเยี่ยม ใช่ว่าจะดึงลูกให้อยู่ได้ตลอด
และบ่อยครั้ง ที่ “ราคา” กลายเป็นคำตอบสุดท้าย
“โทรฟรี 3 นาทีแรก”
“โทรฟรีเครือข่ายเดียวกัน”
“โทรฟรีหลัง 6 โมงเย็น”
“โทรฟรี ไม่มีอยู่จริง” (เออ! อันสุดท้ายนี้ เป็นความอัดอั้นส่วนตัวครับ
ไม่ใช่โฆษณา)
และอีกหลายๆโปรโมชั่น ที่มีคำว่า “ฟรี” ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ทั้งหมดดูจะเฉยไปเลยครับ เมื่อเจอโปรโมโชั่นของ Blyk มือถือค่ายใหม่ในเกาะอังกฤษ
แทนที่จะทำโปรโมชั่นลดค่าโทร เหมือนค่ายอื่นๆ
แต่ Blyk เลือกวิธีให้ลูกค้าดูโฆษณาที่ส่งไปทางมือถือ แลกกับการได้โทรฟรี
น่าสนใจใช่มั๊ยครับ?
เริ่มจากลูกค้าที่สนใจ ลงทะเบียนพร้อมกับบอกไลฟสไตล์และสิ่งที่ชื่นชอบ
(ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ Blyk จะนำไปขายโฆษณา)
จากนั้น Blyk จะส่งซิมไปให้ โดยเสียบใช้กับมือถือตัวเดิมได้เลย แต่ต้องเป็นรุ่นที่รับ MMS ได้ด้วยนะครับ ไม่งั้นระบบจะไม่ทำงาน
เมื่อเปิดเครื่องใช้ ก็จะมีโฆษณาส่งไปให้ประมาณวันละ 6 ตัว
เป็นโฆษณาสินค้าประเภทที่ลูกค้าสนใจและเหมาะกับรสนิยม
ผู้หญิงที่กำลังไดเอท ไม่ควรได้รับโฆษณาไอศครีมรสใหม่
ผู้ชายโสดที่รักการเดินป่า ไม่ควรได้รับโฆษณารถแวนสำหรับครอบครัว
ดูโฆษณาแล้ว ก็ได้โทรฟรี 43 นาที และส่งข้อความฟรี 217 ครั้ง
ถ้าอยากใช้มากกว่านั้น ก็เติมเงินได้
เวลาที่ให้โทรฟรี แม้จะดูไม่มากนัก
แต่ผมคิดว่า นี่จะเป็นการเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการมือถือและวงการโฆษณา
และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราจะได้คุยกันฟรีจริงๆ
ลองมาทายกันดูมั๊ยครับ ว่ามือถือค่ายใหนจะเอาโฆษณามาแลกค่าโทร?
เลือก TRUE กด 1
เลือก DTAC กด 2
เลือก AIS กด 3
แล้วไม่ต้อง SMS ไปไหนหรอกครับ
แค่ Save to drafts ไว้เช็คคำตอบ
October 17th, 2007
“มหาวิทยาลัยนี้ ปลอดเครื่องถ่ายเอกสาร”
หลายคนคงไม่เชื่อว่า จะมีสถานศึกษาไหน ทำได้แบบนี้
เพราะถึงอย่างไร นักศึกษาก็ต้องก็อปปี้ตำรา หรือเลคเชอร์ของเพื่อน เป็นแน่
ต้องพึ่งการถ่ายเอกสาร เพราะเป็นการเรียน ที่ต้องใช้หนังสือและการจดบันทึกเป็นหลัก
แล้วเหตุการณ์ในอนาคตหล่ะ มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไปหรือ?
ผมขอฟันธงว่า “ไม่” แน่นอนครับ
เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาครั้งใหญ่บนโลกใบนี้
และสิ่งที่จะปฏิวัติโลกของการเรียน ก็คือ iPod นั่นเอง
ตอนนี้ iPod กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเรียนที่ Duke University ชนิดที่นักศึกษาทุกคนต้องมี
โปรเจคนี้เริ่มขึ้นในช่วงเปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วงของปี 2004
เมื่อมหาวิทยาลัยได้แจก iPod ฟรีให้กับนักศึกษาใหม่จำนวน 1,650 คน (อันที่จริงไม่ได้แจกฟรีหรอก แต่รวมในค่าเทอมไปแล้ว)
ใครผ่านไปเห็นเข้า นึกว่าคนเรียนที่นี่แสนสบาย
เสียบหูฟังสีขาว ฟังเพลง เดินกันขวักไขว่
แต่ที่ไหนได้ ทุกคนกำลังทบทวนบทเรียนกันอยู่ต่างหาก
เพราะเมื่อผ่านไป 1 ปี ได้ผลดีเกินคาด
นักศึกษากว่า 60% ใช้เครื่องนี้บันทึกบทเรียน และอีก 28% ใช้เก็บไฟล์บทเรียน
แต่ในเทอมๆหนึ่ง เรียนกันหลายวิชา ฟังเลคเชอร์กันหลายสิบชั่วโมง จึงทำให้ Duke University จับมือกับ Apple พัฒนา iTune U ขึ้นมา
ซึ่งก็คือ iTune เวอร์ชั่นเพื่อการศึกษา ที่มี audio and video files นับพันๆ ไว้ให้ดาวน์โหลด
ตอนนี้ Duke University ก็กำลังพัฒนานำระบบดิจิตอลทั้งหลายแหล่มาใช้กับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งจะทำให้การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย สนุกขึ้น ง่ายขึ้น และก็ใช้เอกสารกระดาษน้อยลง
ไม่แน่นะครับ ต่อไปนักศึกษาอาจมีเพียงเป้ 1 ใบกับ iPod 1 เครื่อง ในการไปเรียนหนังสือ
แล้วชาวอเมริกันก็จะมีพระเจ้าองค์ใหม่ต่อจาก Google นั่นก็คือ iPod
September 13th, 2007
หายไปเกือบอาทิตย์เลยครับ ช่วงนี้ภารกิจประจำวัน “เกินพิกัด” ไปหน่อย
ภาษามวย เขาเรียกว่า แบกน้ำหนักชก
วันนี้ก็เมาหมัดอยู่นิดๆ ประคองตัว พิงเชือกไปก่อน คาดว่าคงจะยังไม่โดนน็อก เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้พัก ให้น้ำให้ท่า
วันนี้ขออัพเดท Trend ค้าปลีกเสียหน่อย
ในบ้านเรา รูปแบบค้าปลีกมาแรงในปีนี้ คงหนีไม่พ้น Community Malls ที่มีซูเปอร์มาร์เก็ต และก็ร้านอาหารหลากหลายชนิด อยู่ในที่เดียวกัน มีที่จอดรถได้ไม่กี่สิบคัน
เทรนด์แบบนี้ มาแรง เพราะคนขี้เกียจเดินทางไปห้างฯ
ไหนจะรถติด ไหนจะคนเยอะ
Community Malls จึงได้โอกาส ไปเปิดหน้าหมู่บ้านซะเลย
ส่วนในเมืองนอก แนวโน้มค้าปลีกที่เห็นเปลี่ยนมาได้สักระยะแล้ว ก็คือ “เบลอ” มากขึ้น เพราะรูปแบบและขนาดร้าน จะไม่ชัดเจนเหมือนก่อน
ร้านขนาดใหญ่ อาจย่อไซด์ให้เล็ก พร้อมกับใช้คำว่า Compact Size กำกับ นัยจะบอกว่าเล็ก กระทัดรัดลงมาหน่อย
ส่วนร้านเล็ก ก็ปรับขนาดและเพิ่มจำนวนสินค้า เพื่อให้เป็น One Stop Shopping
เราจึงเห็นผู้ค้าปลีกรายเดียว มีร้านค้าตั้งแต่ “ขนาด 2 คูหา” ไปจนถึง “ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล”
แต่การปรับตัวนี้ คงจะไม่พอเสียแล้ว เมื่อยักษ์ใหญ่ อย่าง Wal-mart เริ่มแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการค้าปลีกในยุคถัดไป
นั่นคือ Multi-channel ครับ
รูปแบบแรกของ Multi-channel ที่ Wal-Mart นำมาใช้คือ Site-to-Store
แปลตรงๆ ก็คือ เชื่อมการช็อปปิ้งจากเวบไซด์ไปยังร้านค้า
อันที่จริงก็ไม่มีอะไรใหม่ เพราะ Shopping online ก็มีมานานหลายปีแล้ว
แต่ดูเหมือนงานนี้จะเข้าทำนอง “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม”
เพราะ Wal-Mart ไม่ได้กระโจนเข้าสู่การทำ Shopping online มากนักในช่วงที่ผ่านมา
แต่กลับ รอให้ตลาด Shopping online ค่อยๆเติบโต
แล้วจึงใช้ความได้เปรียบในเรื่องจำนวนสาขา เชื่อมกับการสั่งสินค้าทางอินเตอร์เน็ต
Wal-Mart ได้ทดลอง Site-to-Store ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กว่า 750 สาขา โดยลูกค้าจะได้รับสินค้าภายใน 7-10 วัน หลังจากคลิกออร์เดอร์
ผลปรากฎว่า กว่า 2 ใน 3 ของผู้สั่งซื้อ เป็นลูกค้าที่ไปช้อปที่วอลมาร์ทเป็นประจำทุกอาทิตย์
นั่นแปลว่า ได้ลูกค้าใหม่มาด้วย ตั้ง 30%
เขาจึงเตรียมขยาย Site-to-Store เป็น 3,300 สาขาทั่วสหรัฐในเดือนหน้า
โมเดลนี้ เข้าทางรูปแบบธุรกิจของ Wal-Mart ไม่น้อย
เพราะ Site-to-Store จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารงานของวอลมาร์ท มากขึ้นไปอีก
การคลิกออร์เดอร์ออนไลน์ จะทำให้ไม่ต้องแบกสต๊อก แต่ข้อมูลจะส่งไปยังซัพพลายเออร์ แล้วค่อยผลิตสินค้ามาส่ง
โมเดลนี้ ทำให้ฝันของผู้ค้าปลีกใกล้เป็นจริง
เพราะสุดยอดของผู้ค้าปลีก ก็คือทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนจัดซื้อ(Buyer agent) ของผู้บริโภค”
ต้องติดตามกันต่อครับว่า วอลมาร์ทจะมีร้านรูปแบบไหนอีก เพิ่มมาเติมเต็มความเป็น Multi-channels
และ “กินรวบกระเป๋าตังค์” ของลูกค้าได้หมด
September 7th, 2007
Next Posts
Previous Posts