Posts filed under 'go digital'
ขอชูมือสนับสนุนไอเดียของคุณปฐม อินทโรดม ผู้บริหารจากค่าย เอ.อาร์.ฯ
ที่ให้สัมภาษณ์กับ Manager Online ว่าผู้โฆษณาในเมืองไทย มองตลาดออนไลน์เหมือนต่างประเทศเป็นหลัก ที่มักจะเลือกลงโฆษณา เลือกซื้อพื้นที่แบนเนอร์กับเว็บไซด์ที่มี Hit rate สูงๆ เรียกว่าเอาจำนวนคนเข้ามาดูเยอะๆไว้ก่อน จึงทำให้ตลาดโฆษณาออนไลน์บ้านเราไม่พุ่งปรู้ดเท่าที่ควร
จริงๆแล้ว พฤติกรรมการท่องเน็ต และจำนวนคนเล่นเน็ตในบ้านเรา ก็แตกต่างจากเขาเยอะมาก ดังนั้น การจะให้หลักการเดียวกันคงไม่ถูกนัก
อย่างน้อยในบ้านเรา ก็ไม่มีดาราสาวคนไหนที่ไม่ชอบนุ่งกุงเกงในเหมือนประเทศเขา (แฮะๆ)
เอาไว้ให้มีแบบเขาเมื่อไร ค่อยมาว่ากันอีกที (อิอิ)
อ้าว! ไปเรื่องนี้ ได้งัยเนี่ย
กลับมาที่โฆษณาออนไลน์กันต่อครับ
คุณปฐม แกเสนอวิธีการใช้สื่อโฆษณาที่เรียกว่า “ออนไลน์ปลายปิด” ซึ่งจะเป็นลักษณะบันได 4 ขั้น
(เออ! คนละบันไดกับของท่านประธาน คมช. นะครับ)
เริ่มจากใช้ internet สร้างกระแส เมื่อกระแสเริ่มแรง ก็เสริมด้วยการดึงเอาสื่อแบบเดิมทั้งวิทยุ ทีวี ตู้เย็น(อันนี้ไม่ต้องครับ) มาเสริม และสร้างเป็น community หรือกลุ่มก้อนที่สนใจเรื่องเดียวกัน จากนั้นก็จะได้กลุ่มลูกค้าที่ผ่านการ Segment เรียบร้อย และพร้อมที่จะเป็นช่องทางขายสินค้า
ถ้าว่ากันตามแนวคิดนี้ web หรือ blog เล็กๆอย่าง clookclick ก็มีโอกาสได้รับค่าโฆษณาเหมือนกัน (แอบหวังลึกๆ)
เพราะคนอ่านที่นี่ก็สนใจเรื่องเดียวกัน และเป็นผู้อ่านที่เข้มไปด้วยคุณภาพ
จริงมั๊ยครับ! หรือใครไม่เห็นด้วย?
October 29th, 2007

ใกล้ได้เวลาต้องเปลี่ยนโปรโมชั่นมือถืออีกแล้วครับ
แม้ว่าโปรฯเก่าจะครบกำหนดเดือนหน้า
แต่กลัวจะลืมเหมือนครั้งก่อน ที่พอหมดโปรฯ Operator มือถือก็ใจดี เลือกโปรฯแบบพิเศษให้
เป็นความหวังดี ที่ประทับใจไปอีกนานเลยครับ
(ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อนะครับ)
ในสถานการณ์ที่ตลาดมือถือแข่งขันกันดุเดือด
การมีเครือข่ายดีหรือบริการเยี่ยม ใช่ว่าจะดึงลูกให้อยู่ได้ตลอด
และบ่อยครั้ง ที่ “ราคา” กลายเป็นคำตอบสุดท้าย
“โทรฟรี 3 นาทีแรก”
“โทรฟรีเครือข่ายเดียวกัน”
“โทรฟรีหลัง 6 โมงเย็น”
“โทรฟรี ไม่มีอยู่จริง” (เออ! อันสุดท้ายนี้ เป็นความอัดอั้นส่วนตัวครับ
ไม่ใช่โฆษณา)
และอีกหลายๆโปรโมชั่น ที่มีคำว่า “ฟรี” ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ทั้งหมดดูจะเฉยไปเลยครับ เมื่อเจอโปรโมโชั่นของ Blyk มือถือค่ายใหม่ในเกาะอังกฤษ
แทนที่จะทำโปรโมชั่นลดค่าโทร เหมือนค่ายอื่นๆ
แต่ Blyk เลือกวิธีให้ลูกค้าดูโฆษณาที่ส่งไปทางมือถือ แลกกับการได้โทรฟรี
น่าสนใจใช่มั๊ยครับ?
เริ่มจากลูกค้าที่สนใจ ลงทะเบียนพร้อมกับบอกไลฟสไตล์และสิ่งที่ชื่นชอบ
(ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ Blyk จะนำไปขายโฆษณา)
จากนั้น Blyk จะส่งซิมไปให้ โดยเสียบใช้กับมือถือตัวเดิมได้เลย แต่ต้องเป็นรุ่นที่รับ MMS ได้ด้วยนะครับ ไม่งั้นระบบจะไม่ทำงาน
เมื่อเปิดเครื่องใช้ ก็จะมีโฆษณาส่งไปให้ประมาณวันละ 6 ตัว
เป็นโฆษณาสินค้าประเภทที่ลูกค้าสนใจและเหมาะกับรสนิยม
ผู้หญิงที่กำลังไดเอท ไม่ควรได้รับโฆษณาไอศครีมรสใหม่
ผู้ชายโสดที่รักการเดินป่า ไม่ควรได้รับโฆษณารถแวนสำหรับครอบครัว
ดูโฆษณาแล้ว ก็ได้โทรฟรี 43 นาที และส่งข้อความฟรี 217 ครั้ง
ถ้าอยากใช้มากกว่านั้น ก็เติมเงินได้
เวลาที่ให้โทรฟรี แม้จะดูไม่มากนัก
แต่ผมคิดว่า นี่จะเป็นการเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการมือถือและวงการโฆษณา
และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราจะได้คุยกันฟรีจริงๆ
ลองมาทายกันดูมั๊ยครับ ว่ามือถือค่ายใหนจะเอาโฆษณามาแลกค่าโทร?
เลือก TRUE กด 1
เลือก DTAC กด 2
เลือก AIS กด 3
แล้วไม่ต้อง SMS ไปไหนหรอกครับ
แค่ Save to drafts ไว้เช็คคำตอบ
October 17th, 2007
“มหาวิทยาลัยนี้ ปลอดเครื่องถ่ายเอกสาร”
หลายคนคงไม่เชื่อว่า จะมีสถานศึกษาไหน ทำได้แบบนี้
เพราะถึงอย่างไร นักศึกษาก็ต้องก็อปปี้ตำรา หรือเลคเชอร์ของเพื่อน เป็นแน่
ต้องพึ่งการถ่ายเอกสาร เพราะเป็นการเรียน ที่ต้องใช้หนังสือและการจดบันทึกเป็นหลัก
แล้วเหตุการณ์ในอนาคตหล่ะ มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไปหรือ?
ผมขอฟันธงว่า “ไม่” แน่นอนครับ
เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาครั้งใหญ่บนโลกใบนี้
และสิ่งที่จะปฏิวัติโลกของการเรียน ก็คือ iPod นั่นเอง
ตอนนี้ iPod กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเรียนที่ Duke University ชนิดที่นักศึกษาทุกคนต้องมี
โปรเจคนี้เริ่มขึ้นในช่วงเปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วงของปี 2004
เมื่อมหาวิทยาลัยได้แจก iPod ฟรีให้กับนักศึกษาใหม่จำนวน 1,650 คน (อันที่จริงไม่ได้แจกฟรีหรอก แต่รวมในค่าเทอมไปแล้ว)
ใครผ่านไปเห็นเข้า นึกว่าคนเรียนที่นี่แสนสบาย
เสียบหูฟังสีขาว ฟังเพลง เดินกันขวักไขว่
แต่ที่ไหนได้ ทุกคนกำลังทบทวนบทเรียนกันอยู่ต่างหาก
เพราะเมื่อผ่านไป 1 ปี ได้ผลดีเกินคาด
นักศึกษากว่า 60% ใช้เครื่องนี้บันทึกบทเรียน และอีก 28% ใช้เก็บไฟล์บทเรียน
แต่ในเทอมๆหนึ่ง เรียนกันหลายวิชา ฟังเลคเชอร์กันหลายสิบชั่วโมง จึงทำให้ Duke University จับมือกับ Apple พัฒนา iTune U ขึ้นมา
ซึ่งก็คือ iTune เวอร์ชั่นเพื่อการศึกษา ที่มี audio and video files นับพันๆ ไว้ให้ดาวน์โหลด
ตอนนี้ Duke University ก็กำลังพัฒนานำระบบดิจิตอลทั้งหลายแหล่มาใช้กับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งจะทำให้การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย สนุกขึ้น ง่ายขึ้น และก็ใช้เอกสารกระดาษน้อยลง
ไม่แน่นะครับ ต่อไปนักศึกษาอาจมีเพียงเป้ 1 ใบกับ iPod 1 เครื่อง ในการไปเรียนหนังสือ
แล้วชาวอเมริกันก็จะมีพระเจ้าองค์ใหม่ต่อจาก Google นั่นก็คือ iPod
September 13th, 2007
หายไปเกือบอาทิตย์เลยครับ ช่วงนี้ภารกิจประจำวัน “เกินพิกัด” ไปหน่อย
ภาษามวย เขาเรียกว่า แบกน้ำหนักชก
วันนี้ก็เมาหมัดอยู่นิดๆ ประคองตัว พิงเชือกไปก่อน คาดว่าคงจะยังไม่โดนน็อก เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้พัก ให้น้ำให้ท่า
วันนี้ขออัพเดท Trend ค้าปลีกเสียหน่อย
ในบ้านเรา รูปแบบค้าปลีกมาแรงในปีนี้ คงหนีไม่พ้น Community Malls ที่มีซูเปอร์มาร์เก็ต และก็ร้านอาหารหลากหลายชนิด อยู่ในที่เดียวกัน มีที่จอดรถได้ไม่กี่สิบคัน
เทรนด์แบบนี้ มาแรง เพราะคนขี้เกียจเดินทางไปห้างฯ
ไหนจะรถติด ไหนจะคนเยอะ
Community Malls จึงได้โอกาส ไปเปิดหน้าหมู่บ้านซะเลย
ส่วนในเมืองนอก แนวโน้มค้าปลีกที่เห็นเปลี่ยนมาได้สักระยะแล้ว ก็คือ “เบลอ” มากขึ้น เพราะรูปแบบและขนาดร้าน จะไม่ชัดเจนเหมือนก่อน
ร้านขนาดใหญ่ อาจย่อไซด์ให้เล็ก พร้อมกับใช้คำว่า Compact Size กำกับ นัยจะบอกว่าเล็ก กระทัดรัดลงมาหน่อย
ส่วนร้านเล็ก ก็ปรับขนาดและเพิ่มจำนวนสินค้า เพื่อให้เป็น One Stop Shopping
เราจึงเห็นผู้ค้าปลีกรายเดียว มีร้านค้าตั้งแต่ “ขนาด 2 คูหา” ไปจนถึง “ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล”
แต่การปรับตัวนี้ คงจะไม่พอเสียแล้ว เมื่อยักษ์ใหญ่ อย่าง Wal-mart เริ่มแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการค้าปลีกในยุคถัดไป
นั่นคือ Multi-channel ครับ
รูปแบบแรกของ Multi-channel ที่ Wal-Mart นำมาใช้คือ Site-to-Store
แปลตรงๆ ก็คือ เชื่อมการช็อปปิ้งจากเวบไซด์ไปยังร้านค้า
อันที่จริงก็ไม่มีอะไรใหม่ เพราะ Shopping online ก็มีมานานหลายปีแล้ว
แต่ดูเหมือนงานนี้จะเข้าทำนอง “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม”
เพราะ Wal-Mart ไม่ได้กระโจนเข้าสู่การทำ Shopping online มากนักในช่วงที่ผ่านมา
แต่กลับ รอให้ตลาด Shopping online ค่อยๆเติบโต
แล้วจึงใช้ความได้เปรียบในเรื่องจำนวนสาขา เชื่อมกับการสั่งสินค้าทางอินเตอร์เน็ต
Wal-Mart ได้ทดลอง Site-to-Store ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กว่า 750 สาขา โดยลูกค้าจะได้รับสินค้าภายใน 7-10 วัน หลังจากคลิกออร์เดอร์
ผลปรากฎว่า กว่า 2 ใน 3 ของผู้สั่งซื้อ เป็นลูกค้าที่ไปช้อปที่วอลมาร์ทเป็นประจำทุกอาทิตย์
นั่นแปลว่า ได้ลูกค้าใหม่มาด้วย ตั้ง 30%
เขาจึงเตรียมขยาย Site-to-Store เป็น 3,300 สาขาทั่วสหรัฐในเดือนหน้า
โมเดลนี้ เข้าทางรูปแบบธุรกิจของ Wal-Mart ไม่น้อย
เพราะ Site-to-Store จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารงานของวอลมาร์ท มากขึ้นไปอีก
การคลิกออร์เดอร์ออนไลน์ จะทำให้ไม่ต้องแบกสต๊อก แต่ข้อมูลจะส่งไปยังซัพพลายเออร์ แล้วค่อยผลิตสินค้ามาส่ง
โมเดลนี้ ทำให้ฝันของผู้ค้าปลีกใกล้เป็นจริง
เพราะสุดยอดของผู้ค้าปลีก ก็คือทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนจัดซื้อ(Buyer agent) ของผู้บริโภค”
ต้องติดตามกันต่อครับว่า วอลมาร์ทจะมีร้านรูปแบบไหนอีก เพิ่มมาเติมเต็มความเป็น Multi-channels
และ “กินรวบกระเป๋าตังค์” ของลูกค้าได้หมด
September 7th, 2007
“สำนักข่าวในอินเดีย รายงานว่า จำนวนประชากรของอินเดียใกล้แซงหน้าจีน โดยล่าสุด อินเดียมีประชากร 1,448 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับประชากรของจีนแผ่นดินใหญ่
และจากแนวโน้มประชากรที่ลดลงของจีน จะทำให้อินเดียมีประชากรมากกว่าจีน 200 ล้านคน ในอีก 20 ปีจากนี้”
“จริงหรือ???”
“เขียนผิดหรือเปล่า???”
“ข้อมูลมั่วแน่ๆเลย???”
หลายคน คงด่วนสรุปแบบนี้
แต่ข้อความข้างต้น เป็นข่าวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นบนหน้า website ของวันที่ 1 กรกฎาคม 2030
ต้องยอมรับครับว่า นอกจากหมอลักษณ์ เจ้าของฉายา “ฟันธง” แล้ว
ในต่างประเทศ ก็มีคนกล้าทำนายอนาคต มากกว่า หมอลักษณ์เสียอีก
เพราะนี่ เขาเล่นฟันธงว่า ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ในปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
ประชากรโลก จะทะลุ 9 พันล้านคน ในเดือนสิงหาคม 2050
จะมีคนตายด้วยโรค AIDs กว่า 180 ล้านคน ในเดือนมิถุนายน 2030
ระบบ Search engine จะเปลี่ยนไป เมื่อ TalkTalk ซึ่งเป็นการค้นหาข้อมูลทางเว็บด้วยคำพูด จะมาแรงแซงหน้า Google
…และอีกหลายๆจินตนาการ ที่ผมอ่านแล้วยังต้องทึ่ง
ใครเบื่อๆข่าวรายวัน ก็นั่ง time machine ไปท่องอนาคตเล่นได้ครับ ที่
http://www.newsoffuture.com
August 28th, 2007
Next Posts
Previous Posts