Archive for the Category »go digital «

เดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนก้มหน้า Touch หรือไม่ก็สัมผัสหน้าจอ BB
อาจเพราะการสื่อสารแบบนี้ มีสีสันและสร้างความสนุกกว่าพูดคุยซึ่งๆหน้า
ใครรู้ตัวว่าหน้าตา สู้คารมไม่ได้ ลองใช้วิธีนี้จีบหญิงดูสิครับ รับรองถ้าไม่สมหวังก็แห้ว!
“เฮ้ย แล้วมันต่างจากวิธีอื่นตรงไหนนี่?”

บางทีเห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ มีหลายก๊วนเดินขึ้นรถไฟฟ้ามาด้วยกัน แต่ไม่ยักหันมาคุยกันสักแอะ เอาแต่ก้มหน้าก้มหน้า ง่วนอยู่กับมือถือรุ่นล่าสุด
จะว่าโกรธกันก็ไม่น่าใช่ เพราะสีหน้าบ่งบอกว่าปลดทุกข์มาเรียบร้อยแล้ว
“น่าจะไม่สบาย คงเจ็บคอ แหง๋มๆเลย”
“เขากลัวเชื้อโรคแพร่กระจาย จึงใช้ BB ตอบโต้กันแทน”

แม้หลายคนจะไม่ได้เป็นอย่างที่ผมสันนิษฐาน คือร่างกายแข็งแรงปกติ แต่เขาก็เลือกที่จะแชต BB ต่อไป
เห็นอาการแบบนี้ พอจะเดาอนาคตได้นะครับ ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแค่ไหน
และต่อไป หลายสิ่งหลายอย่าง จะค่อยๆอัพเกรดเป็น ‘สมาร์ท’ เหมือนมือถือ
อุปกรณ์สมาร์ท ทำให้คนใช้งานดูดีไปด้วย แม้จะใช้ไม่ค่อยเป็นก็เถอะ

ต้องบอกว่า สมาร์ทโฟน เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่โลกใหม่ เผลอๆสิ่งนี้แหละที่จะทำให้โลกเติบโตได้อีกครั้ง
หากมองย้อนไป ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับครับว่า สินค้าพวกเครื่องยนต์ เครื่องกล เครื่องใช้ไฟฟ้า และไอที มีบทบาทอย่างมาก
ไม่เชื่อลองสำรวจดูในบ้านสิครับ ทีวี โฮมเทียเตอร์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ คอมพิวเตอร์ รวมไปถึงรถยนต์ รวมๆกันแล้ว มูลค่ามากขนาดไหน และถ้านับรวมทั้งประเทศ มันก็มหาศาลน่าดู

แต่ตอนนี้เครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านี้ มีเกือบทุกหลังคาเรือนแล้ว
กว่าจะซื้อใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี รอให้ของเก่าเจ๊งก่อน หรือไม่ก็รอเก็บตังค์ก่อน

แต่… ถ้ามีสินค้าใหม่ที่สมาร์ทกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ซื้อมาทดแทนของเก่า
เป็น ‘สมาร์ท’ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความสะดวกสบายมากกว่าเดิม
ของเหล่านี้ก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น
สมาร์ทบิลดิ้ง อาคารอัจฉริยะที่ตรวจสอบการใช้พลังงานในอาคาร จุดไหนไม่ได้ใช้ ก็จะตัดไฟทันที ปรับไฟปรับแอร์ให้ตรงกับความต้องการ
สมาร์ทปั๊ม เครื่องปั๊มน้ำที่ตรวจเช็คการส่งน้ำไปในตัว หากมีน้ำรั่วซึม เครื่องก็หยุดจ่ายน้ำ
สมาร์ทซิตี้ เมืองที่มีระบบเตือนภัย และการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินได้ทันท่วงที หากมีภัยพิบัติหรือการก่ออาชญากรรม
สมาร์ทรูฟ หลังคาที่สามารถผลิตพลังงาน
และอีกหลายๆอุปกรณ์ที่สามารถ ‘สมาร์ท’ ได้กว่าเดิม หรือแม้แต่ในร้านค้า ก็ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการขายได้
คิดดูสิครับ ถ้ามีกระจกวิเศษ (Smart mirror) ที่เพียงเอามือแตะและลากเสื้อผ้าไปมา ก็จะเห็นได้เลยว่าชุดไหน สีใด เหมาะกับตัวเรา
และถ้ายังคิดไม่ตก ก็ส่ง MMS ไปให้คนรู้ใจช่วยเลือกอีกที แบบนี้คงจะถูกใจนักช้อปแน่ๆ

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และคาดว่าอีกไม่นาน นิทานก็จะออกมาสู่โลกความเป็นจริง
“กระจกวิเศษบอกข้าเถิด สีใดงามเลิศในปฐพี”

“เขียนผิดหรือเปล่าหว่า ไหนลองขยี้ตาก่อนสิ”
“เฮ้ย! ห่วย จริงๆด้วย”

ใช่แล้วครับ ‘หวย’ เติมไม้เอก ก็อ่านว่า ‘ห่วย’
เพราะวันนี้ไม่ได้เขียนเรื่องหวย แม้พรุ่งนี้จะมีหวยออกก็ตาม
ว่าแต่….งวดนี้จะเล่นเลขไรดี?

เดี๋ยวนี้โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น จนแทบแยกไม่ออกระหว่าง online กับ offline เพราะอุปกรณ์พกพา สามารถเชื่อมต่อได้เกือบทุกที่ ขนาดนั่งqeeยังเล่นเน็ตได้ และบอกใครต่อใครผ่านทวิตเตอร์ ว่ากำลังสร้างสุข(ปลดทุกข์)อยู่นะค้าบบบบ!

โลกบนเน็ต เดินทางไปอย่างรวดเร็ว ขยับจากเรื่องข้อมูลข่าวสาร ไปเป็นเรื่องธุรกิจค้าขาย และการเคลื่อนย้ายเงินทอง จนมาถึงสังคมออนไลน์ที่เปิดเผยการใช้ชีวิตแบบเรียลไทม์

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วมาก ทำให้ธุรกิจหลายแห่งวิ่งตามไม่ทัน บ้างก็ตามทันแบบหอบ แฮ่กๆๆ
ตอนดอทคอมเกิดขึ้นใหม่ๆ ห้างร้านทั่วไปก็แห่ทำเวบไซด์ของตนเอง
ประมาณว่า ในนามบัตรบริษัท นอกจากเบอร์โทรศัพท์และแฟกซ์แล้ว ก็ต้องมีเวบไซด์ด้วย
ตัวหนังสือ ‘www.ชื่อบริษัท.co.th’ จึงเป็นเหมือนเครื่องหมายการันตีคุณภาพ

แต่หลายบริษัทไม่ได้ใช้ช่องทางนี้ เพื่อเสนอข่าวสาร แนะนำรายการสินค้าใหม่ หรือโปรโมชั่นโดนใจ
กลับใส่เพียงประวัติ และข้อมูลพื้นๆเท่านั้น
ยังไม่พอครับ เวบไซด์บางแห่งจัดทำเพียงครั้งเดียว เสร็จแล้วเสร็จเลย!

พอกระแสบล็อกมาแรง
กิจการหลายแห่ง ก็มีบล็อกของบริษัทเหมือนกัน
ทั้งที่จุดเด่นของบล็อกคือการนำเสนอความเห็นในระดับบุคคล สะท้อนตัวตนของคนคนนั้น แล้วบล็อกบริษัทมันจะเป็นอย่างไร
บางแห่งให้หัวหน้าทีมการตลาดแต่ละแผนกช่วยกันเขียน เนื้อหาจึงเป็นการขายสินค้า
บางแห่งใช้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ แล้วมันต่างจากเวบไซด์ตรงไหนหนอ?

มาถึงยุค facebook และ twitter บริษัทต่างๆก็กระโดดไปแจมกับเขาเหมือนกัน

รูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ มีจุดเด่นและจุดด้อยในตัวของมัน
หากปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ ก็จะเกิดประโยชน์มหาศาล
แต่ถ้าศรัทธาลัทธิ me too ทำเพื่อให้ ‘มีเหมือนกัน’ ก็จะเปลืองทรัพยากรบริษัท(ทั้งเงินจ้างพนักงาน เงินเช่าเซิฟเวอร์)ไปอย่างเปล่าประโยชน์
ยังไม่พอครับ นอกจากเสียตังค์แล้ว บางทีสิ่งที่นำเสนอออนไลน์ กลายเป็นของห่วยๆเฉยๆ เสียอีก
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็เลิกทำดีกว่าครับ!
เพราะธุรกิจสมัยนี้ภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญ

การทำ PR ผ่านสื่อสมัยใหม่ เป็นเรื่องพื้นๆที่ต้องคิดมุกให้ได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่หนีวิทยุ ทีวี มาอยู่บนอินเตอร์เน็ตกันเยอะขึ้น
แต่การใช้ช่องทางเหล่านี้ เพื่อเพิ่มกำไรให้องค์กรนี่สิ เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง

Bestbuy พิสูจน์ให้เห็นว่า การเป็นร้านค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่รอดเพียงรายเดียวในตลาดสหรัฐ มันต้องเก่งขนาดไหน
(คู่แข่งสำคัญอย่าง Circuit City ต้องปิดกิจการเมื่อปีที่ผ่านมา เพราะทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว)
Bestbuy ใช้ twitter ปรับปรุงการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แทนที่เวลาลูกค้าโทรมา ต้องโอนสายไปมาระหว่างแผนกต่างๆ สร้างความหงุดหงิดกว่าจะได้คำตอบครบ
แต่พื้นที่ twitter ช่วยให้พนักงานมารุมมาตุ้ม แก้ไขข้อสงสัยได้ไวขึ้น

ส่วน Starbucks ก็รู้จักเลือกทำเว็บไซด์สไตล์เว็บบอร์ด ให้ลูกค้าพันธุ์แท้ เสนอไอเดียใหม่ๆ ทั้งเรื่องสินค้า การเพิ่มบริการ หรือแม้แต่งานการกุศล
เว็บ mystarbucksidea.com ไม่ได้พูดถึงการค้าขาย แต่เป็นพื้นที่ระดมสมองล้วนๆ
ช่างเหมาะกับคนยุคนี้ ที่มีความคิดเป็นของตนเอง และกล้าเสนอความคิดแบบดังๆ

ในขณะที่ธุรกิจไทย อย่างโออิชิ ก็ไม่ใช่เล่น
ทำเนียนด้วยการชวนเล่นเกมออนไลน์ ผ่านเว็บ oishicafecity.com เกมทำอาหารที่แม่ครัวพ่อครัวสมัครเล่น ต้องปรุงเสิร์ฟลูกค้าให้ทันเวลาที่กำหนด
แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องการปรุงอาหารครับ เพราะมีครูกุ๊กเป็นลูกมือ
แต่ว่า…???
ลูกเล่นที่แฝงการทำเงินของโออิชิ อยู่ตรงวัตถุดิบในการประกอบอาหาร จะได้มาจากการกล่องโออิชิ
หากไม่มีวัตถุดิบพอ ก็ทำอาหารไม่ได้
อยากได้วัตถุดิบเพิ่ม ก็ต้องดื่มโออิชิ แล้วนำโค้ดข้างกล่องมาสแกนผ่านกล้องเว็บแคม

คิดเก่งแบบนี้ ก็เตรียมตัวรวยออนไลน์สิครับ!