Posts filed under 'go digital'

ช่วงนี้รัฐบาลหลายๆประเทศ ต่างเจอศึกหนักเหมือนกันเลยครับ
วันไหนไม่มีประท้วง ไม่มีการปิดถนน ถือว่าเป็นข่าวดีมากๆ
แต่ไม่ใช่รัฐบาลที่เจอศึกหนักอยู่ฝ่ายเดียว ประชาชนตาดำๆนี่ซิ เจอศึกหนักกว่า
ไหนจะราคาน้ำมันที่ขึ้นทุกวัน!
ไหนจะราคาอาหารที่เพิ่มไม่หยุด!
วันนี้กำเงินไปจ่ายตลาดเท่าเดิม แต่อาจได้ของไม่ครบเหมือนเดิม
ในบ้านเรา มาตรการ “ธงฟ้า”ที่ใช้มานาน ก็เริ่มเป็นที่ถกเถียงว่ามันดีจริงหรือเปล่า?
ช่วยผู้บริโภคนั่นอาจใช่ แต่ว่าธงฟ้าก็มีส่วนทำให้ตลาดปั่นป่วนเหมือนกัน แบบนี้ผู้ผลิตก็แย่ซิ
ดูท่าว่า “ธงฟ้า” จะถูกพับธง เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังมองหามาตรการใหม่
ต้องมาลุ้นครับว่า “คูปอง” จะเวิร์กหรือไม่?
ระหว่างนี้ ผมมีไอเดียจากอิตาลีมาฝากกัน
ในประเทศที่รวยกว่าเรา การศึกษาดีกว่าเรา เตะฟุตบอลเก่งกว่าเรา(เกี่ยวไหมเนี่ย?) เขามีวิธีช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างไร?
แน่นอนครับว่า คงไม่ใช่วิธีลดราคา แจกเงิน หรือแจกคูปองแน่ๆ
สิ่งที่เขาทำ คือพยายามช่วยผู้บริโภคให้รู้ทันร้านค้า
เพราะราคาสินค้าที่ขยับขึ้นลงไหวเหมือนกันราคาหุ้น ทำให้ผู้บริโภคอาจถูกหลอกได้ Department for Agriculture, Food & Forestry ของอิตาลี จึงให้บริการ SMS แจ้งราคาสินค้า
หน่วยงานนี้ จัดทำฐานข้อมูลราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน กว่า 80 ชนิด อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อ ปลา ไข่ นม เป็นต้น ของร้านค้ากว่า 2,200 แห่ง ซึ่งราคาของร้านแต่ละประเภท จะแตกต่างกัน
เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ย่อมแพงกว่า ดิสเคาท์สโตร์
เมื่อผู้บริโภคไปช็อปปิ้งและเกิดความไม่แน่ใจว่า สินค้าที่วางอยู่ตรงหน้าขายแพงเกินกำหนดหรือไม่ ก็เพียงแค่พิมพ์ชนิดสินค้าและส่ง SMS ไปที่เบอร์ 47947
จากนั้นก็จะมี SMS ตอบกลับมา ว่าราคาขายส่ง ราคาขายปลีกในแต่ละพื้นที่เป็นเท่าไร?
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่า แบบนี้ค่ายมือถือก็รวยเลยซิ
ไม่ครับ เพราะนี่เป็นบริการฟรี ที่ออกมาช่วยเหลือประชาชน
เพียงแต่ เกรงว่าคนจะใช้กันเยอะเกิน เขาจึงจำกัดจำนวนครั้ง ไม่ให้เกินวันละ 5 ครั้ง และเดือนหนึ่งก็ถามได้ 30 ครั้งเท่านั้น
“ของฟรีย่อมมีจำกัด”
แต่ถึงอย่างไร ผู้บริโภคก็สามารถเข้าเว็บไซด์ ไปดูข้อมูลได้
ดูย้อนหลัง ดูแนวโน้ม เผื่อจะเลือกช่วงเวลาที่ได้ของถูก
กระทรวงพาณิชย์เมืองไทยสนใจจะนำไปใช้ไหมครับ?
June 16th, 2008

ช่วงนี้กระแส web 2.0 เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากเลยนะครับ จากแต่ก่อนที่รู้ๆกันอยู่ในวงคนเล่นบล็อก เล่นสเปซเท่านั้น
แต่วันนี้ นักการตลาดและผู้สื่อข่าว นำเรื่องราวไปเผยแพร่กันมากขึ้น
ชาวบ้านชาวช่องที่ดูโทรทัศน์อาจมีงงกันบ้างว่า “ไอ้ 2.0 นี้ มันคืออะไร? และต่างอะไรกับ 1.0?”
ที่เขียนมานี้ ไม่ได้จะอธิบายหรือขยายความ web 2.0 หรอกครับ
แต่จะมาอัพเดทกลยุทธ์ของร้านกาแฟสตาร์บัค
(อีกแล้วครับท่าน หลายคนอาจเริ่มเบื่อ เพราะผมเขียนถึงร้านกาแฟนี้บ่อยมาก ทนๆอ่านกันหน่อยนะครับ)
เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจ หลายท่านคงจำได้ว่าผมเคยเสนอคาถา “ลูกค้าต้องมาก่อน” จะเดี๋ยวนี้หรือเดี๋ยวใหนก็ตาม
แต่ถ้าใครอุตริปล่อยให้ “ลูกค้ามาก่อน ก็รอไปก่อน” เพราะพนักงานมาสาย แบบนี้ก็เตรียมม้วนเสื่อได้เลยครับ
ลูกค้าสำคัญขนาดนี้ ทุกธุรกิจจึงพยายามหาวิธี รู้ให้ได้ว่า “ลูกค้าต้องการอะไร”
การวิจัยตลาด การสำรวจความคิดเห็น การทำ focus group เป็นวิธีเต้ยๆ ที่นักการตลาดใช้กันมานานนม
แต่ช้าก่อน!
หากท่านเล่นบล็อก เล่นสเปซ ท่านจะพบทางเลือกใหม่
เพราะในเมื่อลูกค้าสมัยใหม่ ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เกือบทั้งวัน และก็มี Social networking เกิดขึ้นมากมาย
ด้วยเหตุนี้แหละ สตาร์บัคจึงทำสเปซให้ลูกค้าที่หลงไหลในรสกาแฟได้ร่วมเสนอไอเดีย ใน Mystarbucksidea.com ซึ่งก็น่าจะเป็นแฟนพันธ์แท้ ของสตาร์บัค
เหมือนเป็นการลงทะเบียนแจ้งจำนวน ว่ามีลูกค้าหลัก มากน้อยแค่ไหน
จุดนี้สตาร์บัคได้ไปเต็มๆ พร้อมรายชื่อและอีเมล ที่ใช้ทำธุรกิจในวันข้างหน้าได้อีก
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจกังวลว่า “ถ้ามีลูกค้าร่วมเสนอไอเดียเป็นจำนวนมากๆหล่ะ” ทางร้านจะจัดการกับไอเดียต่างๆ อย่างไร?
เพราะถ้าลูกค้าเสนอแล้วเงียบ มันก็ไม่เป็นผลดีเท่าไร
ไม่ยากครับ!
เขาหาทางออกด้วยการใช้ระบบโหวต
ถ้าไอเดียไหนเจ๋งจริง ก็จะมีคนโหวตเยอะ
นี่เป็นการลงประชามติ ว่าอย่างไหนลูกค้าต้องการมากกว่ากัน
นอกจากนี้ยังการรายงานความคืบหน้าด้วย
เพราะในส่วน Ideas in Action จะบอกว่า สตาร์บัคทำอะไรไปบ้างแล้วกับไอเดียที่เสนอมา
และเป็นที่แน่นอนครับว่า ไอเดียที่ได้คะแนนโหวตสูงๆ กำลังอยู่ในขั้นตอน Under review หรือไม่ก็ Coming soon
การเปิดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมแบบนี้นี่แหละ ที่ผมขอเรียกว่า Strarbucks 2.0
แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าเซ็งแล้วเดินหนีไปซื้อสินค้าของคู่แข่ง
ก็แปลง “เสียงบ่น” เป็น “สินค้าและบริการใหม่” เสียเลย
แหล่งข้อมูล
https://www.starbucks.com/mystarbucksidea/browse.aspx
March 28th, 2008
มีคนเคยถามผมว่า จะหาโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร?
ผมตอบแบบง่ายๆ ไปว่า
ก็เมื่อหา “ข้อเสนอ” มาเจอกับ “การสนอง”
พูดแบบวิชาการ ข้อเสนอ ก็คือ demand ส่วนการสนอง ก็ supply นั่นแหละครับ
ถ้ารู้ทั้งสองอย่างนี้ โอกาสทำเงินทำกำไร ก็พอมีความเป็นไปได้
แต่ก็ใช่ว่าใครๆ จะรู้ทั้งสองอย่างนี้
การจะรู้ทั้งสองด้านพร้อมๆกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่พอ web 2.0 อุบัติ
social network แพร่กระจาย
โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น
เกิดขึ้นจากการนำ “ข้อเสนอ” มาเจอกับ “การสนอง” ได้ง่ายขึ้น
เว็บขายสินค้า หาบ้าน สมัครงาน จองตั๋ว ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่คุ้นเคยกันดี
แต่ยังมีอีกหลายอย่าง ที่ยังรอการพัฒนา
ลองไปดูตัวอย่างนี้ที่อเมริกาซิครับ
ด้วยแนวคิดที่ว่า มีรถมากมายอยู่บนถนน ทำไมต้องไปเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์กันด้วย
ถ้าจะขอติดรถไปด้วยคนหรือฝากของไปส่ง แล้วให้ทิปนิดหน่อย ก็น่าจะเป็นการดี
เจ้าของรถก็ได้เงิน คนจะเดินทางหรือส่งของก็ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
win-win ทั้งสองฝ่าย
ไอเดียนี้มาสมบูรณ์ตรงที่ยุคนี้มี web social network
เลยทำให้เกิด PickupPal ขึ้นมาได้
สำหรับลูกค้าที่สนใจมาใช้บริการนี้ ก็มาลงทะเบียนฟรี
ส่วนใครมีรถและอยากได้เงิน ก็มาลงทะเบียน ระบุที่อยู่ เลือกลูกค้าที่อยู่ในละแวกเดียวกัน พร้อมแจ้งว่า ยินดีจะรับตังค์เท่าไร
แต่ไอเดียแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าจะปลุกปล้ำให้เกิดในบ้านเราได้หรือไม่?
เพราะซื้อรถมาให้เช่า ทำเงินง่ายกว่าเยอะ
แม้บางทีจะกลายเป็น “รถเช่าที่มองไม่เห็น” (เพราะหายไปแล้ว) ก็ตามเถอะ
February 20th, 2008
Previous Posts