Posts filed under 'do it yourself'

ขอเขียนถึง O2 อีกสักครั้งอย่าเพิ่งเบื่อนะครับ
เป็นเก็บตกจากงาน O2 Wireless Festival ที่อังกฤษเมื่อช่วงเดือนต้นกรกฎาคมที่ผ่านมาครับ ซึ่งงานนี้มีคอนเสริต์ใหญ่ตลอด 4 คืนของการจัดงานที่ไฮด์ปาร์คในลอนดอน และกิจกรรมอีกมากมาย
เป็นแน่นอนว่า งานใหญ่จัดกลางแจ้งแบบนี้ ถ้าคนไปร่วมงานเกิดแบตฯมือถือหมดจะทำอย่างไร?
ก็แหม! มางานของ O2 ทั้งที ปัญหาแบบนี้ ต้องเตรียมแก้ไว้ให้อยู่แล้ว
ว่าแล้ว เขาก็เตรียมที่ชาร์จแบตฯมือถือ แบบไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
หลายคนคงนึกถึงที่ชาร์จแบตฯพลังแสงอาทิตย์
แต่แค่นั้นอาจไม่พอครับ เพราะแดดที่อังกฤษไม่แรงเหมือนบ้านเรา เผลอๆอาจไม่มีแดดเสียด้วยซ้ำ
ทีมงานจึงคิดค้น การชาร์จไฟในรูปแบบอื่นๆ
ซึ่งได้แก่ อุปกรณ์ชาร์จแบบเต้นไปชาร์จไป
ชิ้นนี้ผมเขียนเล่าไปแล้ว สามารถไปตามอ่านกันได้
อีกชิ้นที่น่าสนใจ จะนำมาเล่าในวันนี้ คือ ปั่นไปชาร์จไป
ใครที่เคยปั่นจักรยาน ก็จะรู้ว่าพลังงานจากการหมุนล้อ มันทำให้เกิดไฟได้มากน้อยแค่ไหน
จำได้ว่า ตอนเด็กๆ เวลาปั่นจักรยานตอนกลางคืน ต้องกดสวิทช์เพื่อให้หลอดไฟติด จะได้มองเห็นทาง
ซึ่งการกดสวิทช์ไฟนี้ จะทำให้ต้องออกแรงปั่นมากขึ้น เพราะมันฝืดกว่าปกติเนื่องจากมีตัวปั่นไฟกดไว้บนล้อ
หากปั่นช้า ไฟจะรี่
หากปั่นเร็ว ไฟจะสว่างขึ้น
ยิ่งปั่นเร็วเท่าใด ความสว่างจะยิ่งส่องไปไกลมากขึ้น
และเพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอ ผมจึงต้องรักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ(ในระดับเร็วพอสมควร) เพราะหากชะลอจะทำให้มองไม่เห็นทาง
แล้วเวลาถึงทางแยกเกิดอะไรขึ้นครับ?
ไม่มีอะไรมาก แค่แหกโค้ง และได้แผลนิดหน่อย!
แต่ของ O2 เขาไม่ได้ให้ลูกค้าปั่นจักรยานออกไปไหน หากแต่ตั้งอยู่กับที่ เหมือนในฟิตเนส
ใครแบตฯหมด ก็มาเสียบเครื่องแล้วก็ปั่น
อยากให้แบตฯเต็มไว ก็ปั่นเร็วๆ ถ้าหมดแรงก็ให้เพื่อนสลับสับเปลี่ยนมาช่วยกันปั่น
ทั้ง 3 แบบนี้ น่าจะมีในบ้านเรานะครับ โดยเฉพาะเวลามีงานใหญ่ๆ
ถ้าจัดงานกลางแจ้ง ก็เลือกใช้แบบพลังงานแสงอาทิตย์
ถ้าจัดในร่มก็มี 2 ทางเลือก คือ “เต้นไปชาร์จไป” และ “ปั่นไปชาร์จไป”
ลองนึกดูนะครับ
ไปฟังดนตรีในสวนลุม แล้วเกิดแบตฯหมดกระทันหัน แต่ทันใดนั้น ก็มี “จักรยานปั่นชาร์จแบตฯ” ตั้งอยู่ในบริเวณงาน แต่เราไม่มีแรงและไม่อยากปั่น ก็หลอกล่อให้เด็กๆปั่นแทน
เด็กก็สนุก เราก็ได้ไฟเต็มมือถือ
win-win ทั้งคู่อีกแล้ว
อ้อ ผมมีอีกไอเดีย
ใครที่เป็นเจ้าของหรือผู้บริหารฟิตเนส ลองหาทางประหยัดต้นทุนด้วยวิธีนี้ซิครับ
ติดตั้งทั้ง “เต้นไปชาร์จไป” และ “ปั่นไปชาร์จไป” โดยต่อมิเตอร์ไฟเข้ากับเครื่องแต่ละชิ้น
และเพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบลูกค้า ก็จัดการลดค่าสมาชิก ให้ตามจำนวนไฟที่ลูกค้าปั่นได้
นี่เป็นสุดยอด CSR ที่ได้ทั้งหน้าตาและกำไร
July 16th, 2008
ราคาน้ำมันแพงแบบนี้ จะออกไปไหนแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีก จากที่เคยว่างเมื่อไรไปเดินห้าง ต้องปรับเปลี่ยนเป็น ของใกล้หมดเมื่อไร ค่อยไปซื้อ หรือไม่ก็ปั่นจักรยานไปร้านใกล้บ้านหากฉุกเฉินจริงๆ
หลายวันก่อนเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ว่ารถจักรยานเริ่มขายดี หลายครอบครัวนำจักรยานเก่า มาปะมาซ่อม ใช้งานกันใหม่ หลายจังหวัดเริ่มมีสามล้อถีบกลับมาให้บริการอีกครั้ง
เห็นไหมครับ น้ำมันแพงก็มีข้อดีอยู่บ้าง ทำให้ธุรกิจรับเปลี่ยนยาง ซ่อมเบรก สูบลม ได้เกิดใหม่อีกครั้ง
อู่จักรยานแถวบ้านผม งานเข้าจนไม่มีเวลาได้หยุดเลยครับ
การปั่นจักรยานทำให้เราร้อน(กว่านั่งรถติดแอร์) แต่ก็ช่วยลดโลกร้อนได้ เรียกว่า แบ่งๆกันร้อน
สูงสุดคืนสู่สามัญ ย้อนอดีตไปใช้รถถีบรถเข็น อาจมีให้เห็นมากขึ้นถ้าราคาน้ำมันยังวิ่งไม่หยุด และเมื่อไม่นานมานี้ IKEA ในเดนมาร์กก็ทำแคมเปญเอาใจลูกค้า ที่หันมาใช้วิธีการปั่นจักรยานไปช็อปปิ้ง
สภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมือนบ้านเรา บวกกับพฤติกรรมชอบปั่นจักรยาน และน่าจะรวมถึงราคาน้ำมันด้วย
เหล่านี้แหละที่เป็นปัจจัยให้ลูกค้า IKEA จำนวน 1 ใน 5 คน ใช้วิธีขี่จักรยานไปซื้อ
“อ้าว! ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ บ้านเราก็ปั่นจักรยานไปซื้อของแถวบ้านกันเป็นปกติ”
ทีแรกผมก็คิดแบบนี้ แต่มานึกอีกที IKEA นี่ขายสินค้าตกแต่งบ้านเป็นส่วนใหญ่นี่นา! ถ้าจะเทียบให้ชัด ก็เหมือนเราปั่นเฟสสัน (เออ! เฟสสันเป็นชื่อยี่ห้อจักรยานครับ) ไปร้าน Homepro หรือ Homework ประมาณนั้น
ถ้าลูกค้าขับรถไป ก็ขนของใส่รถกลับบ้านได้ และถ้าซื้อเยอะมากหรือซื้อชิ้นใหญ่ ก็มีบริการรถลากให้เช่า
แต่เมื่อลูกค้านิยมใช้จักรยานมากขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของร้านค้าปลีกที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมลูกค้า
นี่เป็นที่มาของ รถลากสำหรับจักรยาน
โดยเขาคิดค่าบริการ ทั้งค่าเช่าและค่าประกันความเสียหาย
“จ่ายเงินแล้วก็ลากของกลับไปบ้าน รุ่งเช้าค่อยเอามาคืน”
แคมเปญนี้ทุกฝ่ายมีแต่ได้กับได้ครับ
ลูกค้าได้มีส่วนร่วมช่วยลดโลกร้อน และได้ลดค่าใช้จ่าย
IKEA ได้ชื่อว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อม, ได้ประหยัดที่จอดรถ และมีรายได้จากรถเช่า
ส่วนผม ได้เรื่องมาเขียนเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง (เกี่ยวกับเขาไหมเนี่ย)
July 15th, 2008

วันหยุดยาวสามวัน ผมแทบไม่ได้เข้ามาดูบล็อกเลย ทั้งที่ไม่ได้เดินทางไปต่างจังหวัดที่ไหน อยู่กรุงเทพนี่แหละ
อย่างว่าครับ ชีวิตก็มีทั้งภาคออฟไลน์ และออนไลน์สลับกันไป
จะบอกว่างานยุ่งก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่เป็นเพราะตอนนี้กำลังคิดการใหญ่ อยากขยับขยายหาเคหะสถานที่กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม
ทาวน์เฮ้าส์ที่อยู่ก็ไม่ได้เล็กหรอกนะครับ (อันนี้ ผมเอาเกณฑ์เรื่องการทำความสะอาดเป็นตัวชี้วัด) แต่ก็อยากมีบ้านเดี่ยวกะเขาบ้าง
จึงเริ่มขับรถตะลอนๆ เยี่ยมชมโครงการต่างๆ
นี่ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 โครงการแล้ว อีกไม่นานก็คงเขียนรีวิวบ้านได้เหมือนกัน
ยิ่งดูมาก ก็ยิ่งตัดสินใจยาก
ยากอย่างแรก คือ ไม่มีที่ถูกใจทั้งหมด
ชอบห้องนอนโครงการนี้ แต่ชอบห้องครัวโครงการนั้น แต่ชอบสภาพแวดล้อมของโครงการโน้น แต่ชอบทำเลโครงการนู้น
ยากอย่างที่สอง คือ อันที่ชอบมากๆหน่อย ราคาแพงครับ (นิสัยชอบของแพงยังแก้ไม่หาย)
แม้จะมีบางโครงการ เสนอออปชั่นให้เปลี่ยนแปลงตำแหน่งห้องต่างๆได้ตามใจชอบ แต่ก็ถูกจำกัดด้วยขนาดบ้านและขนาดที่ดิน
ครั้นจะเลือกปลูกบ้านเอง จะได้ DIY ได้เต็มที่ตามใจชอบ ก็ไม่ใช่ง่าย ต้องเหนื่อยอีกหลายเท่า เพราะต้องติดต่อทุกๆอย่างเองหมด แถมบ้านที่เราอยู่ก็ไม่มีรั้วรอบขอบชิด และ รปภ. เหมือนโครงการใหญ่ๆ
สรุปก็ตะลอนๆหาต่อไป คงมีที่ถูกใจและถูกตังค์
ร่ายมาเสียยาว แต่ยังไม่เข้าเรื่องวันนี้เลย อันที่จริงก็ปูเรื่องมาพอสมควรแล้วหล่ะ เพราะที่จะเล่าวันนี้เป็นคอนเซ็ปต์ DIY
หากใครจะทำธุรกิจ ลองใช้แนวคิดนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ
สินค้าทุกอย่างที่มีส่วนประกอบมากกว่า 2 ชิ้น ก็สามารถ DIY โดยให้ลูกค้าเลือก Mix & Match ได้ตามใจชอบ
เรื่องบ้านอาจยากไปนิด สำหรับการ DIY เพราะมีข้อจำกัด ไหนจะเรื่องการใช้เวลาสร้าง, การทำสัญญา, การตรวจรับ, การโอนบ้าน จะโอนช่วงไหน และอีกหลายๆเรื่อง ที่รอให้คุณปวดหัว
แต่ถ้าเป็นสินค้าอื่น ที่ไม่ต้องมีขั้นตอนเยอะอย่างนี้ ก็ใช้ DIY ได้หมด
เมื่อปีที่แล้ว ผมเขียนรีวิว MyShape ซึ่งเป็นธุรกิจเสื้อผ้า ที่ชูจุดขายว่า สาวๆมีทรวดทรงที่แตกต่างกัน จึงต้องเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับรูปร่าง
วันนี้ก็ถือโอกาสเขียนถึง “DIY กระเป๋าถือ” เสียเลย จะได้เข้าชุดกัน
และก็เหมือนกับหลายๆธุรกิจในยุคนี้ คือใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์
ร้าน elementalthreads จะมีแบบกระเป๋าทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ แบบมีหูหิ้ว หรือใช้ซิป
ขั้นตอนเริ่มจากลูกค้าเลือก “แบบกระเป๋า” ก่อน
จากนั้น ก็เลือกสีของ “บอดี้กระเป๋า” ซึ่งเขามีช้อยส์ให้เยอะมากๆ
พอได้บอดี้แล้ว ก็เป็นคิวของ หูหิ้ว, กระดุม และตบท้ายด้วย “ผ้าบุ” ด้านใน
ง่ายๆเพียง 4-5 คลิก ก็ได้กระเป๋าที่ดีไซน์เอง
และถ้าไม่แน่ใจว่าสวยพอไหม ก็ส่งอีเมลไปให้เพื่อนดู
ช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนจ่ายตังค์
อีกตัวอย่างที่ใช้ DIY ในการทำตลาดตอนนี้ คือรถมอร์เตอร์ไซด์ครับ
จำได้ว่าตอนเรียนมัธยม อยู่ต่างจังหวัด เรื่องฮิตของหมู่วัยรุ่นคือการทำสีรถมอร์เตอร์ไซด์
แม้จะถอยมาใหม่เอี่ยม ก็ต้องมาพ่นสีล้อใหม่ เปลี่ยนกระจกมอง เปลี่ยนท่อไอเสีย และอีกนานาชิ้นส่วน
ดูเหมือนผู้ผลิตรถมอร์เตอร์ไซด์จะเข้าใจวัยรุ่นมากขึ้น ว่าชีวิต
จึงออกแบบรถให้เลือกสีเบาะ สีท่อไอเสีย ไฟท้าย หรือบังโคลน
จริงๆแล้ว ชีวิตเราทุกวัน ก็อยู่กับ DIY ตลอด
ลองนึกถึงเวลาสั่งก๋วยเตี๋ยวซิครับ
“เล็ก ชิ้น ไม่งอก ไม่เครื่องใน ผักเยอะๆ”
เพราะคนเรา ชอบไม่เหมือนใคร และก็ไม่อยากให้ใครเหมือน
ดังนั้น จะทำธุรกิจก็ต้องมีทางเผื่อเลือก ให้ลูกค้าได้ DIY บ้าง
May 21st, 2008
Previous Posts