Archive for the Category »do it 4 me «

อากาศร้อนๆแบบนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ใกล้ถึงเทศกาลเล่นน้ำอีกแล้ว และดูทีท่าว่า ปีนี้จะเปลืองน้ำกว่าหลายๆปี

คนส่วนใหญ่ คงกำลังวางแผนไปสาดน้ำสงกรานต์ที่ไหนดี?
แต่สำหรับนักศึกษาจบใหม่ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของชีวิต
ทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อหลายปีที่ผ่านมา
(ผมใช้คำว่า “หลาย” เพราะมันคลุมเครือดี คนอ่านสามารถเติมตัวเลขได้ตามใจชอบ)

โดยเฉพาะผู้มาจากแดนไกล การมาอาศัยในเมืองใหญ่ ก็จะย้ายที่อยู่ไปตามช่วงจังหวะของชีวิต
4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าเลือกได้ ก็อยากอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย เพราะนอกจากราคาจะถูกแล้ว สถานที่ตั้งยังทำให้ตื่นสายได้กว่าเพื่อนๆ

แต่พอเรียนจบ ได้งานทำ ก็เป็นอีกครั้งที่ต้องย้ายที่อยู่
บางคนได้งานทำ ออฟฟิศอยู่คนละมุมเมืองกับหอพักสมัยเรียน
บางคนได้งานทำที่ต่างจังหวัด
ส่วนบางคน เลือกกลับบ้านเกิด

จำนวนนักศึกษาที่ต้องย้ายโต๊ะ เตียง ที่นอน และจักรยาน ปีๆนึงก็มีหลายพันคนนะครับ แต่ก็ยังไม่มี “บริการขนย้าย” สำหรับตรงนี้โดยเฉพาะ
ทางเลือกที่มี
1. รถ 6 ล้อคันใหญ่ บริการรถขนของ ทั่วราชาอาณาจักร ขนได้ทุกอย่างตั้งแต่ โต๊ะ เตียง ตู้ ชาม ไห กาละมัง ต้นไม้ ไปจนถึง แรงงานพม่า
2. ตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่

ทางเลือกแรก ราคาไม่ถูกเท่าไร แถมบริการที่ได้ก็ต้องลุ้นว่า จะแจ็คพอตได้คนขับที่ใส่ใจแค่ไหน?
หลายคนไม่กล้าใช้บริการรถ 6 ล้อ เพราะแค่เห็นหน้าคนขับ ก็หวั่นใจเสียแล้ว
“พี่จะไว้หนวดเคราเฟิ้มไปทำไมมิทราบ?”
“หรือรับจ็อบร้องเพลงเพื่อชีวิต”

ส่วนทางเลือกที่สอง สะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง แต่ขนได้ไม่เยอะ
หลายคนเลือกช้อยนี้ครับ โดยยอมทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ดีมีน้ำใจ เสียสละ โต๊ะ เตียง ที่นอน ให้รุ่นน้องได้ใช้ต่อ

ช่องว่างทางการตลาดแบบนี้แหละ ที่ทำให้นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ใช้เวลาว่างช่วง summer หารายได้พิเศษ ด้วยการรับจ้างขนย้ายสิ่งของ
College Hunks ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะเป็นคนวัยเดียวกัน จึงคุยกันง่าย รู้ความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี และก็ไว้ใจกว่าคนแปลกหน้า
แถมวิธีการจองผ่านเน็ต และมีบริการ call center ก็ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามากขึ้นไปอีก

ภาพและข้อมูลจาก http://1800junkusa.com

ผมเห็นด้วยกับแนวคิด ‘เพิ่มกำลังซื้อ’ ของท่านนายกฯคนใหม่นะครับ
แต่เสียดายที่ ‘คิดไม่สุด’
อุตสาห์ได้เป็นรัฐบาลทั้งที แถมในพรรคก็มีนักการตลาดมือฉมังหลายคน อาทิ คุณอภิรักษ์ และ… นึกออกแค่คนเดียวเองครับ

แม้ข้อมูลการวิจัยและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จะบอกว่า ผู้มีรายได้น้อย เมื่อได้เงินมาร้อยหนึ่ง จะใช้จ่ายเงินมากกว่าคนฐานะดี
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ไม่มั่นใจว่า เงินกว่า 1.8 หมื่นล้าน ที่ตกถึงมือ 9 ล้านกว่าคน จะกลับเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจ อีกเท่าใด

การโต้เถียงแบบนี้ ผมเคยเขียนถึงกรณีประเทศออสเตรเลียไปแล้ว ซึ่งผู้คัดค้านจะมองว่า คนได้รับเงินอาจไม่ได้นำไปจับจ่ายซื้อของ ที่จะทำให้เกิดการผลิต การจ้างงานอย่างที่รัฐบาลหวัง แต่อาจนำไปเล่นการพนัน หรือจ่ายหนี้

ซึ่งผมว่าไต้หวัน ก็คงได้อ่าน case study ชิ้นนี้
มาตรการของเขา จึงไม่แจกเงินดื้อๆ แต่ใช้วิธีให้คูปองแทน ที่รัฐบาลได้เตรียมการร่วมมือกับห้างร้านต่างๆ

‘คูปองต่างจากเงินสดตรงไหน?’ ผมไม่ขออธิบาย แต่อยากให้ลองไปทานอาหารที่ฟู้ดคอร์ทตามห้างดู

กลับมาที่บ้านเรา ในเมื่อรัฐบาลคิดไม่สุด เราก็อย่าเพิ่งหยุดคิด นี่เป็นโอกาสของพ่อค้าแม่ขาย ที่จะเพิ่มรายได้ของตนเอง
เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้ไม่มาก
ร้านค้าสามารถเพิ่มอำนาจซื้อให้เขา ด้วยการทำบัตรของขวัญทวีค่า
ที่ช่วยแปลงเงิน 2 พันบาท ให้ซื้อสินค้าได้ 2,100 บาท หรือมากกว่านั้น แล้วแต่กำลัง(เงิน)จะทำการตลาดไหว
หรือถ้าจะให้เนียนมากขึ้น ก็แบ่งขายในมูลค่าต่ำกว่าได้ เช่น ซื้อ 500 ได้ 525 บาท

และถ้าเกรงว่า คนที่เงินเดือนเยอะจะได้ประโยชน์จากแคมเปญนี้
ห้างฯก็จัดทำ ‘บัตรคิตเดรคริตเด’ เสียเลย
คริตเด คือตรงข้ามกับ เครดิต ผมคิดชื่อไม่ออก เลยผวนดื้อๆ ง่ายไหมครับ
บัตรเครดิตทั่วไปรายได้ต้องเกิน 1.5 หมื่นบาท
ส่วนบัตรดิตเครของผม ต้องรายได้ไม่เกิน 14,999 บาท ตามเกณฑ์ที่รัฐบาลตั้งไว้เป๊ะเลย

แม้บางคนจะอายที่ต้อง ‘อวดจน’
แต่อีกหลายๆคน ก็พอใจ ที่ได้ซื้อของราคาถูก