Posts filed under 'ไอเดียธุรกิจ'
เอ่ยชื่อนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตัน โออิชิ”
ชื่อนี้กลายเป็นโลโก้ของการคิดใหม่ ทำใหม่ และไอเดียการตลาดเจ๋งๆ
แต่ผมว่ามีอีกชื่อที่อาจจะไม่ดังเท่า แต่เรื่องราวของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย
เขาคือ “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” เจ้าของสาหร่ายอบกรอบที่กำลังมาแรง
แล้วถ้าเอา 2 คนนี้มาเจอกันจะเป็นอย่างไร
ก็มันซิครับ!
เมื่อวานนี้ ผมมีโอกาสได้ฟัง ดูโอธุรกิจแห่งยุค “ตันแอนด์ต๊อบ” บนเวทีเสวนาที่โรงแรมเอเชีย
นักธุรกิจต่างวัย แต่วิธีคิดช่างละม้ายคล้ายคลึงกัน
แถมสินค้าที่มีก็เอื้อต่อกันเสียด้วย
“กินสาหร่ายมากๆแล้วคอแห้ง ก็ต้องหาโออิชิมาดื่ม”
หลายคนอาจรู้จักเจ้าของโออิชิในมุมของ คนที่ประสบความสำเร็จ
แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องความล้มเหลวตัวจริง
ทั้งที่ล้มเหลวด้วยตัวเอง และเรียนรู้เรื่องการล้มเหลว จากคนอื่น
ถ้าถามว่าทำธุรกิจเดี๋ยวนี้กับแต่ก่อน แตกต่างกันไหม?
ตันตอบว่า ‘แต่ก่อนทำง่ายแต่โตยาก’ แต่เดี๋ยวนี้ ‘ทำยากโตง่าย’
ที่ว่า ‘ทำยาก’ เพราะการแข่งขันสูง ลูกค้าก็เบื่อง่าย ต้องการสิ่งใหม่ๆ
แต่ที่บอกว่า ‘โตง่าย’ เพราะช่องทางจัดจำหน่ายมีเยอะ การโฆษณาให้เป็นที่รู้จักก็ใช้เวลาแป๊บเดียว หากเราจับจุดที่ลูกค้าต้องการได้ ก็มีแต่โตกับโต
ส่วนเคล็ดลับของการทำธุรกิจนั้น
‘ต๊อบ’ แนะว่าต้องเริ่มจากสิ่งที่ตนเองชอบ เพราะความชอบจะทำให้เราอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน โดยไม่เบื่อ
ความชอบจะทำให้เรามีความอดทนสูง เหมือนเวลาเล่นเกม ที่เราสามารถอดข้าว อดหลับอดนอนได้
‘ต๊อบ’ ได้เงินจากการเล่นเกมออนไลน์ ก่อนจะนำเงินนั้นมาทำธุรกิจแฟรนไชส์เกาลัด ซึ่งเป็นของโปรด ก่อนที่ร้านเกาลัดของเขาจะเริ่มมีสินค้าตัวอื่นมาเพิ่ม และสาหร่ายก็เป็นหนึ่งในนั้น
นอกจากจะทำในสิ่งที่ ‘ชอบ’ แล้ว
ยังมีเคล็ดลับอีก 3 ข้อ นั่นคือ
1. ถาม
2. ถาม และ
3. ถาม
ผมไม่ได้กวนโอ๊ยนะครับ
แต่คุณต๊อบ แกตอบกวนๆแบบนี้
กว่าจะได้สาหร่ายยี่ห้อเถ้าแก่น้อย ‘ต๊อบ’ ก็เดินเข้าออกสถาบันอาหารไม่รู้กี่สิบครั้ง ถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญไม่รู้กี่สิบหน
เช่นเดียวกับ ‘ตัน’ ก่อนจะทำสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน ก็ตระเวนไปคุย ไปถามผู้รู้ ผู้เคยล้มเหลวในวงการนี้ถึงประเทศไต้หวัน
ไปดูว่า ทำแบบไหนจึงเจ๊ง?
แม้การถาม จะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง 100%
เพราะผู้รู้อาจตอบไม่หมด มีกั๊กข้อมูล
หรือถ้าแย่หน่อย ไปเจอมิตรเทียม อาจจะให้ข้อมูลผิดๆไปเลยก็ได้
แต่ถ้าใช้หลักสถิติ คือ ถามเยอะๆเข้าไว้ เป็นสิบๆคน เราก็พอจะรู้ว่า อะไรจริง อะไรเท็จ
เป็นการเรียนลัด ที่ประหยัดเวลาเป็นอย่างมาก
ส่วนเรื่องการทำตลาด
ตันบอกว่า แกก็ไม่ได้เรียน marketong marketing (อ่านว่า มาร์เก็ตต้ง มาเก็ตติ้ง) หรอก
แกใช้ ‘ตลาดกิ้ง’
คือ ใช้สามัญสำนักของคนเดินตลาดนี่แหละ
เหมือนตอนแจกตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวญี่ปุ่น
ปกติเวลาไปเที่ยว เราก็อยากไปเป็นครอบครัว และต้องซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับมาฝากญาติๆ
อย่าให้ลูกค้าที่โชคดีต้องควักตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ลูก อย่าให้ลูกค้าต้องหาเงินไปช้อปปิ้ง
แคมเปญของโออิชิ จึงแจก1 รางวัล แต่ให้ 4 ที่นั่ง แถมพ็อกเก็ตมันนี่อีก
แกย้ำว่า ถ้าคิดจะทำแคมเปญการตลาด ต้องยึดสุภาษิตที่ว่า “ฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือ”
November 20th, 2008

หายหน้าหายตาไป 4 วัน เพราะเจอไข้หวัดเล่นงานครับ
ถึงขั้นต้องแวะไปโรงหมอเลยทีเดียว วันนี้ก็ยังไม่เต็มร้อยครับ ถ้าเป็นนักฟุตบอล โค้ชคงให้ลงเล่นแค่ 20 นาทีเท่านั้น
เป็นการประเดิมหน้าหนาวที่ไม่ค่อยดีนัก
พูดถึงหน้าหนาว หวังว่าหลายคนคงชอบฤดูนี้ เพราะมีเทศกาลรื่นเริงเยอะ และเป็นช่วงของการได้ลุ้นรับโบนัสอีกด้วย
หวังว่าปีนี้ ‘เลขที่ออก ได้แก่….’ คงไม่แย่ไปกว่าปีก่อนนะครับ
ขอให้ได้กันเยอะๆ
อากาศเย็นๆแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึง “ดนตรีในสวน เทศกาลบอลลูน เทศกาลเบียร์การ์เด้นท์ และธุรกิจจัดงานแต่ง”
สี่อย่างนี้ เกี่ยวกันตรงไหน?
“ไม่เกี่ยวกันเลยครับ แหะๆ เขียนไปงั้นแหละ”
อ้าว ซะงั้น!
เข้าเรื่องวันนี้กันดีกว่าครับ
หลายเดือนก่อน(อีกแล้ว) ได้เขียนถึงธุรกิจร้านอาหารลอยฟ้า Dinner in the Sky
ไม่ใช่ ลอยฟ้าแบบผัดผักบุ้งไฟแดงนะครับ แต่เป็นการนั่งทานอาหารบนฟ้า มองลงมาเห็นพื้นดิน
ถึงตอนนี้ กิจการที่ว่า ได้แตกไลน์ขยายธุรกิจ จากที่เป็น ‘นั่งทานอาหาร’ ก็เพิ่มเป็น ‘จัดงานแต่งลอยฟ้า’
ไม่ใช่ นำเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ขึ้นบอลลูนไปจดทะเบียนสมรสเหมือนในบ้านเรานะครับ
แต่เป็นการจัดงานแบบ full option กันเลย
คู่บ่าวสาว บาทหลวง ญาติทั้งสองฝ่าย สต๊าฟและตากล้อง รวมทั้งหมด 20 กว่าชีวิต จะถูกยกขึ้นด้วยเครนขนาดใหญ่ ลอยกลางเวหา
หรือถ้ามีแขกเหรื่อมากกว่านั้น ก็ใช้เครนอีกตัวยกเวทีขนาด 10 เมตรคูณ 2.5 เมตร ขึ้นไปประกบได้
คล้ายการจัดงานในโบสถ์ เพียงแต่โบสถ์นี้ ซีทรูและอยู่สูงจากพื้นดิน 50 เมตร
คราวนี้คงสมใจคู่บ่าวสาว ที่จะมีสายลม ท้องฟ้า และสองเรา เท่านั้น มือที่สามไม่ได้แอ้ม
และเพื่อความปลอดภัย แขกผู้มีเกียรติทุกท่านจะนั่งบนเก้าอี้ที่เหมือนกำลังเล่นรถไฟเหาะตีลังกา ส่วนคู่บ่าวสาว ก็จะมีเชือกสลิงผูกไว้ที่เอว
หากการแต่งบนฟ้า ยังไม่สะใจพอ ก็มีอ็อปชั่นเพิ่มให้อีก นั่นคือ
คู่บ่าวสาว สามารถกระโดดบันจี้จัมพ์ลงมาได้ทันที หลังพิธีสวมแหวนเสร็จสิ้น
จัดงานแบบ Marriage in the Sky คู่บ่าวสาวคงสนุกกับความไม่ธรรมดาของตนเอง ส่วนแขกที่ได้รับเชิญ ไม่รู้จะคิดแบบนั้นหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นผม…
ฝากซองดีกว่า!
ภาพจาก DinnerInTheSky
November 13th, 2008

เวลาไปทานอาหาร แล้วต้องรอนานมาก
ส่งออร์เดอร์ไปเกือบชั่วโมง จิบน้ำไปหลายแก้ว คุยกันจนหมดเรื่องก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววอาหารจะมาเซิร์ฟ
รู้สึกอย่างไรครับ?
เบื่อ หงุดหงิด โมโหหิว…
แน่นอนครับ เป็นลูกค้าจะโมโห จะโวยวายอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าคิดจะทำธุรกิจ ต้องหาวิธีปิดปากลูกค้า
ปิดปากด้วยการปรับปรุงบริการให้ดีขึ้นนะครับ ไม่ใช่เดินไป โซ้ย… แบบนั้นจะไม่ใช่ปิดปาก แต่จะกลายเป็นปิดกิจการ
ลองคิดเล่นๆ จินตนาการว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร จะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี?
ผมจะให้เวลาคิดเล่นๆสัก 1 วัน
เออ.. นานไป เอาแค่มาม่า 1 อืดก็พอ
1 อืดคือหน่วยวัดเวลาที่ผมชอบใช้สมัยอยู่หอพักนักศึกษา มีค่าประมาณ 3 นาทีครับ
ใครคิด ผมขอให้…ถูกหวย หรือไม่ก็ หุ้นที่ซื้อไว้ ราคาขึ้นพรวดๆ
คิดเสร็จแล้วใช่ไหมครับ
ถ้าอย่างนั้น มาดูตัวอย่างภัตตาคารหรูในอังกฤษ
นี่ไม่ใช่คำเฉลย แต่เป็นวิธีหนึ่ง ที่ตั้งใจจะตรึงลูกค้าไม่ให้เบื่อ
หากสังเกตรายการทีวีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า รายการ Reality Show เป็นหนึ่งในรายการฮ็อตฮิต หรือ
ถ้าเป็นหนังสือ ก็แนวปาปารัสซี่ จะมาแรงมากเพราะไปสะกิดต่อมอยากรู้(เรื่องชาวบ้าน)ของมนุษย์
ยิ่งเป็นการแอบดู แอบฟัง ด้วยแล้ว ยิ่งชอบกันใหญ่
ร้านอาหารเอเชีย ชื่อ Inamo ในย่านไฮโซ จึงเอาแนวคิดนี้มาหลอกล่อลูกค้า โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย
วิธีการของเขา คือเชื่อมข้อมูลระหว่างโต๊ะทานอาหารของลูกค้ากับห้องครัว
ด้านหนึ่งคือติดตั้งจอ touch screen ที่โต๊ะลูกค้า
อีกด้านหนึ่งคือ ติดตั้งกล้องวีดีโอ บนเตาทำอาหารในห้องครัว
ด้วยเครื่องมือไฮเทคนี้ ลูกค้าจะได้เห็นภาพถ่ายทอดสดการปรุงอาหารที่ตนเองสั่ง
ว่าใกล้จะสุกหรือยัง?
บางคนอาจเบื่อไม่อยากดูของตัวเอง ก็สามารถแตะปุ่ม ไปดูกะทะอื่นได้
ถ้าไปกันหลายคน ก็แลกกันดู ของคุณเป็นไง ของผมใกล้แล้ว…อิอิ อย่าคิดลึกนะครับ
เมื่อทานอาหารได้สักพัก และมีแผนจะไปต่อที่ไหน ก็แตะปุ่มเรียก taxi ล่วงหน้าได้เลย
หรือระหว่างนั้น หากมีอาการแง่งอนกัน ก็มีเกมเล็กๆมาให้ง้อคู่ควง
November 7th, 2008
Previous Posts