Posts filed under 'หนังสือน่าอ่าน'

เกมจำลองสร้างอาณาจักรธุรกิจ

วันนี้เปลี่ยนแนวนิดหน่อย จากแนะนำหนังสือ มาเป็นแนะนำ ‘Game’ กันบ้าง

หลายวันก่อนรื้อค้นซีดีเก่าๆ ตั้งใจจะหาเพลง เพื่อทำ music video ให้กับซัมวันๆ (อ่านว่า ซัมวันซัมวัน นะครับ ไม่ใช่ ซัม-วัน-วัน)
เลยได้เจอกับเกลอเก่า!
เป็นแผ่นเกมครับ!
นี่คือ 1 ใน 3 เกมสุดโปรดของผม ชื่อว่า Capitalism
ส่วนอีก 2 เกม คือ FM และ The SIMS
FM ย่อมาจาก Football manager เป็นเกมสำหรับคนบ้าบอลที่อยากจะลองเป็นผู้จัดการทีม มันมากครับ สุดยอดจริงๆ ผมเคย อดตาหลับขับตานอน พาทีมลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ด้วย (555 น่าดีใจไหมเนี่ย?)
ส่วนเกม The SIMS คงไม่ต้องพูดถึง ดังซะขนาดนั้น

แต่เจ้าเกม Capitalism นี่ซิ จะมีใครรู้จักบ้างหนอ?
จากที่ลองเช็คตลาดเมื่อ 2-3 เดือนก่อน เดินดูร้านขายแผ่นเกม ทั้งของแท้และโคลนนิ่ง ปรากฎว่า หาไม่ได้เลย


ผมว่าคงเป็นเพราะชื่อ มันดูขลังเกินไป จนไม่มีใครสนใจเล่น แถมหน้าปกซีดี ก็ไม่ต่างอะไรกับตำราเรียนวิชาธุรกิจ
หากแต่ในนั้น มันตรงกันข้ามครับ!
“สนุกมากๆ”

เกมเริ่มจากให้เรา ตั้งชื่อตัวเอง คิดให้ดีๆนะครับ จะเป็น CEO ทั้งทีควรชื่ออะไร และตั้งชื่อบริษัท เช่น Clookclick Corp.
จากนั้นก็เลือกเงินลงทุนตั้งต้นครับ (ผมจำตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้ แต่ก็ให้มาหลายล้านดอลลาร์)
แต่จำนวนเงินตั้งต้นนี้ จะแปรผกผันกับ การถือหุ้นครับ
ถ้าจะเอาเงินเยอะ จำนวนหุ้นก็น้อย

ผมมักเลือกถือหุ้นเริ่มต้น 50% และได้เงินมาก้อนหนึ่ง
ถือ 50% ไว้ก่อน เผื่อเหลือเผื่อขาด หากธุรกิจขาดสภาพคล่อง และแบงก์ไม่ไห้กู้ ก็ยังพอมีโอกาสเพิ่มทุนได้
นอกจากนี้ หากช่วงไหนหุ้นของบริษัทผมราคาร่วง ก็ซื้อกลับ ตรงกันข้ามหากช่วงไหนราคาหุ้นสูง ผมก็ขายออกไปบ้าง กำเงินสดไว้ หรือไม่ก็ไปซื้อหุ้นบริษัทอื่น

แต่ถ้าเลือกถือหุ้น 100% เลย เงินที่ได้เริ่มต้นก็น้อยเกินไป ทำธุรกิจอะไรก็ยาก ทำได้แค่ซื้อที่ปลูกอ้อย ปลูกข้าว เท่านั้นเอง

ในเกมจะให้เราเลือก ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายปลีก หรือจะทำทั้งหมด ตลอดซัพพลายเชนเลยก็ได้
ผู้ผลิต ก็มีตั้งแต่ ผลิตวัตถุดิบขั้นต้นเลย เช่น ปลูกอ้อย ทำป่าไม้ ทำเหมืองแร่
ส่วนผู้ผลิตขั้นกลาง ก็จะต้องตั้งโรงงาน เช่น ซื้ออ้อย กับ ซื้อ อลูมิเนียม มาผลิต น้ำอัดลม

ในขั้นตอนการผลิตนี้ หากเราอยากชนะคู่แข่ง ก็ต้องลงทุนตั้งศูนย์วิจัยครับ แต่ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของ R&D สูงมากๆ แต่ผลที่ได้ก็คุ้มกับการลงทุน
‘การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดคิดให้รอบคอบ’
บางเกมผมเลือกทำ R&D อย่างเดียว แล้วขาย know-how
แต่ก็เคยพลาดนะครับ อุตสาห์ซุ่มทำ R&D ซะดิบดี พอสินค้าวางตลาด ปรากฎว่ามีของคู่แข่งคุณภาพดีกว่า
เซ็งฉิบ!

ส่วนผู้ขายปลีก ก็มีขนาดร้านให้เลือกหลากหลาย ทั้งร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และร้านเฉพาะอย่าง เช่น ขายรถ ขายไอที ขายแฟชั่น

อยากได้ทำเลดีๆ ใจกลางเมือง ก็จะต้องจ่ายแพง
ในขั้นตอนขายปลีกนี้ มีรายละเอียดให้ทำเยอะมาก
ต้องตัดสินใจว่า จะต้องลงทุน training พนักงานขายหรือไม่? เพราะนั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการขาย
ต้องตัดสินใจว่าจะสร้าง Brand หรือไม่?
แต่จากประสบการณ์ที่เล่น ถ้าไม่สร้าง Brand ในระยะยาวแล้วจะสู้คู่แข่งไม่ได้เลยครับ คุณภาพเท่ากัน ลดราคากระหน่ำก็ยังสู้ไมได้

แต่การสร้าง Brand ก็ต้องใช้ทั้งเวลาและเงิน
สื่อ TV จะแพงกว่าวิทยุ และหนังสือพิมพ์
บางเกมที่ผมขายสินค้าแฟชั่น พวกเสื้อผ้า น้ำหอม นาฬิกา
ผมก็ตัดสินใจ takeover สถานีโทรทัศน์เลยครับ
เพิ่งเข้าใจว่าการเป็นเจ้าของสื่อ มันมันส์อย่างนี้นี่เอง มิน่า…หลายคนจึงอยากเป็นเจ้าของ

แต่ก็ไม่จำเป็นต้องสร้าง Brand ทุกสินค้านะครับ
ในเกมจะมี hint บอกว่า สินค้าแต่ละตัว ลูกค้าให้ความสำคัญกับ ‘ราคา-ยี่ห้อ-คุณภาพ’ ในสัดส่วนเท่าไร
สินค้าบางตัว เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ลูกค้าสนใจเรื่องคุณภาพมากกว่าปัจจัยอื่น ก็ต้องไปเน้นทำ R&D ในการผลิต
หากทำไม่ทันคู่แข่ง ก็อาจต้องควักตังค์ซื้อ Know-how

อ้อ! ในเมืองจำลองนี้ มีอยู่ประมาณ 4-6 เมือง
พฤติกรรมลูกค้าในแต่ละเมือง ก็ไม่เหมือนกันด้วย
ดังนั้น ก่อนจะไปลงทุนในเมืองไหน ก็ต้องดูจำนวนประชากร ดูรายได้ ดูกำลังซื้อ ดูภาวะเศรษฐกิจว่าขาขึ้นหรือขาลง

เท่าที่เคยเล่น ผมมักจะปักหลักใน 3-4 เมือง เพื่อลดความเสี่ยงเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในบางแห่ง

เกมนี้ทำให้เห็นภาพ overview ของการทำธุรกิจ เกือบครบทุกมุมเลยครับ
หากใครยังไม่พร้อมในสนามจริง ก็ลงวอร์มอัพ ในสนามจำลองนี้ไปก่อน

อ้อ! ส่งท้ายอีกนิดครับ
สำหรับคนที่อยากเล่น และหาซื้อแผ่น Capitalism II ไม่ได้ เดี๋ยวนี้มีให้เห็นFree Downloadด้วย แต่ไม่รู้มีอะไรแถมมาหรือเปล่า?
ยังไงก็ระวังหน่อยนะครับ

ภาพจาก wikipedia

5 comments October 3rd, 2008

ต้องกำจัดเก้าอี้ ถึงจะมีกำไร

ไม่ได้เขียนแนะนำหนังสือเสียนานเลยครับ อันที่จริงก็มีเวลาว่างได้อ่านหนังสือบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่เจอเล่มที่โดนใจ พอที่จะมาช่วยโฆษณาต่อ

แต่พอเจอเล่มนี้ ต้องบอกว่า ทั้งรีบอ่านเพื่อจะได้มาบอกต่อ เพราะสนุกจริงๆครับ
ผมว่าเรื่องราวในเล่ม สามารถดัดแปลงทำเป็นบทหนังได้เลย
เหตุเกิดจาก สุดยอดผู้บริหารคนหนึ่งในแคนนอนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับภารกิจ ต้องไปกอบกู้กิจการที่ขาดทุนสุดๆ (ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ เขาจะใช้คำว่า ขาดทุนบักโกรก)

ทุกคนรู้ว่า หนทางสู่กำไรในยุคที่การแข่งขันสูง มีอยู่หนทางเดียวคือ “ลดต้นทุน” ซึ่งก็มีหลากหลายวิธี แต่ CEO ของที่นี่ มีวิธีที่ไม่เหมือนใคร

การประชุมผู้บริหารที่ยืดเยื้อเป็นวัน
แต่พอให้เอาเก้าอี้ ออกจากห้องประชุม ก็ทำให้ประชุมเสร็จเร็วขึ้น

“เอาเก้าอี้ออก แล้วประชุมอย่างไร?”
หลายคนอาจสงสัย
“ไม่มีเก้าอี้ ก็ต้องยืนซิครับ”
ถูกต้องแล้วครับ ที่นี่จะใช้วิธีการยืนประชุม

แม้ผู้บริหารบางคน จะมีปัญหาสุขภาพ แต่เชื่อหรือไม่ว่า การยืนที่ถูกวิธี ก็ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น!

พอผู้บริหารเริ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จากนั้นมันก็ง่ายขึ้น ที่จะให้ลูกน้องทำตาม
บางองค์กร ผู้บริหารชอบคิด ชอบสั่ง แต่ตัวเองไม่ทำเป็นตัวอย่าง ผลงานจากการคิดเลยไม่ถึงไหน

นอกจากห้องประชุมแล้ว บริษัทนี้ก็เริ่มกำจัดเก้าอี้ออกไปจากหน่วยงาน ทีละฝ่าย ทีละแผนก
พอไม่มีเก้าอี้ ก็ทำให้งานไหลลื่นขึ้น

จากที่เคยขี้เกียจลุก เดินไปคุยงานที่แผนกอื่น แต่พอไม่มีเก้าอี้ ความขึ้เกียจก็หายไป
ไอเดียของ CEO ที่นี่ช่างแยบยลจริงๆ
นอกจากนั้น การยืนทำงาน ก็ช่วยให้พนักงานได้กระชับกระเฉง เพราะแน่นอนว่า คงไม่มีใครยืนหลับ
และที่ได้มากกว่านั้นคือ ประหยัดพื้นที่ทำงาน (จ่ายค่าเช่าตึกน้อยลง)
ประหยัดค่าใช้จ่ายซื้อเก้าอี้ (ทั้งซ่อม ซื้อใหม่ และเปลืองพื้นที่วาง)
อ้อ แต่เขาไม่ได้เอาเก้าอี้ออกไปทั้งบริษัทหรอกนะครับ หน่วยงานไหนที่จำเป็นก็ต้องมี

ผมยังไม่อยากให้เชื่อที่ผมเล่า แต่อยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้

เพื่อให้เข้ากับเนื้อหา ผมก็ลองยืนเขียน entry นี้ และก็ได้ผลทีเดียวครับ
เขียนเสร็จเร็วขึ้น (เพราะเมื่อย!!! ฮา)

“ต้องกำจัดเก้าอี้ ถึงจะมีกำไร”
มิน่า! คนในหลายบริษัทชอบเลื่อยขาเก้าอี้กัน เขาหวังดีกับบริษัทนี่เอง!
แต่เอ๊ะ! หนังสือเพิ่งออกได้ไม่นาน แต่พฤติกรรมนี้มีมาก่อนอีกแฮะ?

2 comments July 29th, 2008

อยากเป็นแกะดำหรือเปล่า?


เอ๊ะ! พิมพ์ผิดหรือเปล่า ควรจะเป็นทำธุรกิจแกะดำกระมัง
แต่แกะดำ เขามีเลี้ยงกันเป็นธุรกิจด้วยหรือ?
มันเป็นสำนวนมากกว่านะ!
หรือว่า นี่เป็นนิทานสำหรับเด็ก

ยอมรับว่าหยิบหนังสือเล่มนี้เพราะชื่อที่กวนๆชวนค้นหาและพาสับสน
“Zigzag เมื่อแกะดำทำธุรกิจ”
บวกกับรูปแบบเล่มที่สวยงาม ภาพปกก็สะดุดตา
แต่ที่โดนใจกว่านั้น กลับเป็นเนื้อหาข้างใน

เข้าทำนองเจอผู้หญิงสวย ทีแรกนึกว่า สวยใสบ๊องแบ๊ว ทั่วๆไป
แต่ที่ไหนได้ ทั้งฉลาด ทั้งเก่ง
ผมหมายถึงหนังสือนะครับ!

จากประสบการณ์ในการปั้นธุรกิจของตนเองกว่า 10 ปี ในแนวทางที่เชื่อว่า “ใช่”
ทำให้คุณประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ถ่ายทอดเรื่องได้คมและน่าอ่าน

บางเรื่องอ่านแล้ว รู้สึกว่า “ใช่เลย” “คิดเหมือนกันเลย”
บางเรื่องก็ดูธรรมดา แต่คนอ่านกลับรู้สึกว่า “คิดได้อย่างไร”

หน้าที่ของนักการตลาดในการเดินนำหน้าผู้บริโภค เป็นมิติใหม่ หลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นกับบทบาทนี้ การเดินนำหน้าต้องอาศัยทักษะที่ผสมผสานระหว่าง ตรรกะกับความคิดสร้างสรรค์ ความรู้กับความรู้สึก ข้อมูลกับการสังเกต ความรับผิดชอบกับความเสี่ยง

การเดินนำหน้าไม่ใช่ไปถามผู้บริโภคว่าเขาต้องการอะไร เพราะผู้บริโภคเป็น Futurist ที่ไม่ได้ความ

ข้อมูลจากผู้บริโภคเป็นเพียงกระจกส่องหลัง คำถามก็คือว่า เวลาคุณขับรถ คุณมองกระจกหน้าหรือกระจกหลัง

นอกจากจะเป็นกระจกหน้ารถแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังเป็นเหมือนเครื่องยนต์ให้คนมีฝัน อยากก้าวต่อไป

ใครมีคำถาม “ทำธุรกิจอะไรดี?” แล้วยังไม่ได้อ่านเล่มนี้
น่าเสียดายแทนจริงๆครับ

1 comment March 19th, 2008

Previous Posts


Recent Posts

 

November 2008
M T W T F S S
« Oct    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

Tags

Categories

Recent Comments

Archives

blogroll

Pages

Meta

Spam Blocked