
การซื้อน้ำดื่มเป็นถังๆ ทำให้ผมรู้ชัดเลยว่า หน้าร้อนแบบนี้ต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติแค่ไหน? และหากนับรวมน้ำใช้ ที่เอามาสาดมาเล่นสงกรานต์ด้วยแล้ว ก็ต้องบอกว่า
นี่คือช่วงเวลาที่ร่างกายต้องรองรับของเหลวมากเป็นพิเศษ
รับทั้งนอก รับทั้งใน
ขึ้นชื่อว่าเป็นของเหลว แปลว่ามันไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง
แล้ว “ภาชนะบรรจุน้ำใบแรก หน้าตาเป็นอย่างไร?”
ผมเกิดคำถามนี้ในระหว่างที่พยายามหา “ขัน” เพื่อใส่น้ำ ลอยดอกไม้ รดน้ำดำหัว เพื่อขอพรจากพ่อแม่เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ไทย
ไม่น่าเชื่อครับ! ในบ้านมีแก้วหลากหลายชนิดนับสิบใบ แต่มีขันลายดอกพริกแค่ใบเดียว
ทำไมจึงไม่ใช้ขัน?
จำได้ว่าตอนเด็กๆอยู่ต่างจังหวัด ชีวิตจะมีความผูกพันกัน “ขัน” มากกว่านี้
จะอาบน้ำ ดื่มน้ำ ซักผ้า หรือรดน้ำผัก ก็มักมีขันลอยอยู่ในตุ่ม
หากยึดความคิดแบบ ทอม สแตนเดจ ผู้เขียนหนังสือ A History of The World in 6 Glasses
ก็ต้องบอกว่า “ขัน” (หรือก่อนหน้านั้นอาจจะเป็น “กระบวย”) ของไทยเรานั้น กำลังจะสำรวจจากวิถีชิวิตสมัยนี้
เพราะมีเพียงแก้วเบียร์ แก้วไวน์ แก้วเหล้า แก้วกาแฟ แก้วชา และโคล่า (ดื่มจากหลอด เทใส่แก้ว หรือยกซดก็ได้) ที่ทรงอิทธิพลต่อโลกใบนี้
การประยุกต์ใช้ “ขัน” ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และถ้าทำได้
นอกจากจะกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจแล้ว ยังช่วยอนุรักษ์ความเป็นไทยได้ด้วย
ลองช่วยกันคิดเล่นๆ ดูนะครับ
นอกจากจะรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์ ด้วย “ขัน” ซึ่งพอจะช่วยให้ชาวต่างชาติ รู้จักภาชนะบรรจุของไทยเราแล้ว
มีอะไรที่ “ขัน” จะเข้าไปมีบทบาทได้บ้าง?
อย่าปล่อยให้ “ขัน” ต้องกลายเป็นของหายากเหมือน “ตู้กับข้าว” เพราะเดี๋ยวเราจะต้องประกาศให้มี
วันใช้ขันแห่งชาติ!