
ช่วงนี้อากาศร้อนจนเกินจะบ่นเลยนะครับ
ต้องหนีไอร้อน เข้าห้างเกือบทุกวัน
นอกจากกระเป๋าตังค์จะแฟบเร็วกว่าปกติแล้ว การเดินห้างถี่แบบนี้ ก็น่าเบื่อเหมือนกัน
วันหยุดที่ผ่านมา จึงเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการออกไปเที่ยวทะเล
นานๆจะไปเล่นน้ำเค็ม แต่พอวันเดินทาง กลับมีฝนตกประเดิมแต่เช้า
ดูจะไม่เป็นใจเสียเลย
แต่ก็ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนความตั้งใจได้ ขับรถออกจากกรุงเทพ ฝ่าเม็ดฝนโปรยปราย
ทริปนี้คงไม่ได้เก็บภาพสวยๆริมทะเลแน่ๆ จึงเลือกเที่ยวชมอย่างอื่น
พูดเหมือนจะไปเที่ยวไกล แต่ที่ไหนได้ ไปแค่พัทยานี่เอง
หลังจากหาข้อมูลเสร็จสรรพทั้งคืน ก็ตกลงว่าจะไปชมปราสาทสัจธรรม แล้วค่อยแวะทานอาหารทะเล ก่อนกลับกรุงเทพในตอนค่ำ
ราคาค่าเข้าชม ดูจะเป็น “ตัวการ” ที่ทำให้ผมต้องหาข้อมูลและอ่านคำวิจารณ์จากเว็บต่างๆมากหน่อย
เพราะ 600 บาทต่อคน ก็ไม่ใช่น้อย ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้
ยิ่งไปกันหลายคน ค่าเข้าชมก็หลายพันบาท
เมฆครึ้มก็ดีไปอย่าง ช่วยให้เดินเที่ยวได้สบายขึ้น แต่ก็เสียตรงที่ถ่ายรูปได้ไม่สวยนัก
หลังจากดูการแสดงโชว์ปลาโลมา เป็นการเรียกน้ำย่อย ราว 30 นาที ก็ถึงคิวเข้าชมปราสาท ที่ต้องใช้เวลาร่วมชั่วโมง
เริ่มจากนั่งรถม้า วนดูบรรยากาศรอบๆ ก่อนจะเข้าไปดูด้านใน
ผมเลือกที่จะให้ไกด์อธิบาย แต่ละจุด แต่ละมุม แทนที่จะเดินดูความงามของงานไม้ด้วยตนเอง
“คุ้มและทึ่ง” กับผลงานของคนไทยจริงๆครับ
แม้ขนาดอาคารจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนนครวัด
แต่ลวดลายการแกะสลัก ก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน นี่น่าจะเป็นปราสาทไม้ที่ใหญ่ที่สุด
และถ้ารู้ว่า ปราสาทที่มีเสา 170 ต้นหลังนี้ ไม่มีส่วนผสมของเหล็กหรือตะปูเลย ก็ยิ่งทึ่งกันใหญ่
เป็นอีกหนึ่งแห่ง ที่เหมาะกับการเที่ยวในวันหยุดสงกรานต์ อากาศร้อนๆแบบนี้
นอกจากความงามด้านศิลปะแล้ว ปราสาทหลังนี้ยังแฝงคำสอนทางศาสนาไว้มากมาย
ช่วยให้เย็นใจขึ้นเยอะ สมกับเจตนารมณ์ของผู้สร้าง และชื่อ “ปราสาทสัจธรรม”
ลมเย็นๆโฉยมาจากทะเล ช่วยให้การเดินไป ชมไป สบายกว่าอยู่ในห้องแอร์
หากใครเผลอนั่งพัก มีหวังได้งีบหลับเป็นแน่
“ปราสาทนี้สร้างมาแล้ว 20 กว่าปี
แต่ยังไม่เสร็จ และคาดว่าจะต้องใช้เวลาสร้างอีกไม่ต่ำกว่า 20 ปี”
ไม่แปลกใจเลยที่ไกด์บอกอย่างนั้น เพราะรายละเอียดเยอะมาก และการผุกร่อนตามกาลเวลา
ขนาดกรุงเทพเอง ที่สร้างมาแล้ว 200 กว่าปี ตอนนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จ
ยังต้องขุด เจาะ กันอยู่ทุกวัน