หากใครได้ดูฟุตบอลพรีเมียร์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็จะพบสัจธรรมข้อหนึ่งครับว่า
“การเคลื่อนที่เร็วย่อมได้เปรียบ”
เกมวันนั้น เด็กๆอาร์เซนอล (เด็กจริงๆครับ อายุ 20 ต้นๆเป็นส่วนใหญ่) ทำเอาลิเวอร์พูลแทบเอาตัวไม่รอด ทั้งที่เล่นในสนามแอนฟิลด์บ้านของตัวเอง
แม้ลิเวอร์พูลจะอาศัยประสบการณ์ที่เหนือกว่า แต่ก็สู้ความสด ความเร็วไม่ไหว
กลายเป็นว่าสองกองหลังอย่าง คาร์ราเกอร์และฮูเปีย ที่อายุรวมกันเกิน 60 ปี ต้องวิ่งตาม อเดบายอร์ จนหมดแรง หอบแฮ้กๆ
ดีนะเนี่ย ที่เจอราร์ดยิงประตูนำไปก่อน จึงจบเกมด้วยผลเสมอ (เฮ้อ!)
สัจธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามกีฬา แต่ว่าเป็นจริงในทางธุรกิจด้วย
ธุรกิจใดปรับช้า อุ้ยอ้าย ก็เสี่ยงต่อการอยู่รอด โดยไม่สนใจว่าธุรกิจนั้นจะไซด์ใหญ่หรือไซด์เอส
ที่ธุรกิจต้องปรับตัวเร็ว ก็เพราะผู้บริโภคยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็ว
นี่เป็นยุคที่มนุษย์อยู่นิ่งน้อยที่สุด
ไม่มีเวลาแม้จะหยุดคุยกัน
กระทั่งการประชุม ก็ต้องคุยกันบนรถหรือบนเครื่องบิน
ส่วนเรื่องกิน ต้องรีบขนาดกินไปเดินไป
พักผ่อนดูหนัง ฟังเพลง ก็ไม่ได้อยู่กับที่
ไม่แปลกใจใช่มั๊ยครับ ที่มือถือ, iPod, เครื่องเล่น MP3-MP4, กล้องดิจิตอล, อาหารประเภท Grap and Go จะมียอดขายพุ่งสูง
ในเมื่อลูกค้ามีเวลาน้อยลง แต่คู่แข่งกลับมีมากขึ้น
หลายธุรกิจจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ อย่างร้านตัดผมในอังกฤษ แทนที่จะรอให้ลูกค้าเดินมาหา เขาก็เดินไปหาลูกค้าเสียเลย
เพื่อให้ดูทันสมัย ก็ออกแบบร้านเคลื่อนที่ให้ดูไฮเทคขึ้น (อันที่จริงไม่น่าจะเรียกร้าน เพราะมีเพียงเก้าอี้ กระจก และอุปกรณ์ตัดผม) และก็ตั้งชื่อให้อินเทรนด์สุดๆว่า HairPod
เลียนแบบชื่อ iPod ที่พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก
HairPod ก็เคลื่อนย้ายไปเปิดได้ทุกแห่ง
จากเดิมที่ต้องเปิดทั้งวัน เปลืองแอร์ เปลืองไฟ
เดี๋ยวนี้ก็เปิดเพียง 3-4 ชั่วโมงตอนพักเที่ยงและหลังเลิกงานตอนเย็น ในบริเวณที่คนทำงานเยอะๆ
ธุรกิจนี้นอกจากไอเดียดีแล้ว ยังมีแบรนด์เป็นจุดขาย
ผมว่าร้านในบ้านเรา ที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก เปิดวันละไม่กี่ชั่วโมง ถ้าลองปรับเปลี่ยนแบรนด์ใหม่ อาจทำให้มีลูกค้าเพิ่มก็ได้
ลองดูนะครับ
NoodPod ร้านนี้ขายก๋วยเตี๋ยว
GrillPod นี่เป็นชื่อร้านขายหมูปิ้ง
BeMilkPod ย่อมาจาก Soy Bean Milk เป็นรถเข็นขายน้ำเต้าหู้
PokPokPod คือบะหมี่ป๊อกๆ ตามหมู่บ้านครับ