มีสินค้าตัวอย่างแจกฟรีทีไร ฟุตบาทที่แคบอยู่แล้ว ก็ยิ่งแคบไปอีก
เบียดให้คนเดินถนนที่เร่งรีบ ต้องเข้าช่องทางด่วน ไปลุ้นกับรถแท็กซี่และรถมอเตอร์ไซด์
เดินไป เสียวหลังไป
บรรยากาศแบบนี้ ที่สีลมมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
ส่วนที่อื่นก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน ทั้งสยามสแควร์ บางกะปิ รังสิต พระรามสี่ รวมไปถึงบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ
นอกจากจะไม่สะดวกคนเดินถนนแล้ว
คนแจกสินค้าตัวอย่างก็ต้องกระจายกำลังไปหลายๆที่ หลายๆแห่ง
“ลำบากทั้งคนให้ ลำบากทั้งคนรับ”
อย่างนี้ น่าเอาอย่างญี่ปุ่น
เพราะแทนที่จะส่งทีมงานไปแจกสินค้าตัวอย่างตามสถานที่ต่างๆ และให้ช่วยกรอกแบบสอบถาม
เขาก็จัดทำอาคาร Sample Lab ไว้ที่เดียว
แม้ไอเดียเริ่มต้น จะมาจากข้อจำกัดในการหาที่เทสต์สินค้าเครื่องสำอาง แต่ว่าใน Sample Lab นี้ ก็มีสินค้าหลากหลาย ไม่เพียงแต่สินค้าประทินโฉมเท่านั้น
ไล่เรียงตั้งแต่ซอสเครื่องปรุง อุปกรณ์ของใช้ ไปจนถึงชุดที่ใส่ข้างในของคุณผู้หญิง
บรรยากาศในนี้ เหมือน shelves stocked ของทีม Merchandise
มีห้องแป้งให้สาวๆลองใช้ มีห้องเสื้อผ้าให้ลองสวมดู
สินค้าบางอย่าง แค่ลองใช้ แล้วกรอกแบบสอบถาม
ส่วนบางสินค้า ก็มีให้ติดไม้ติดมือกลับไปใช้ต่อที่บ้าน
ต้องชมไอเดียของ Mel Posunetto ซึ่งเป็นมาร์เก็ตติ้งโฆษณา ที่สามารถรวมเอา “การสำรวจความคิดเห็นของสินค้าตัวใหม่” กับ “การโฆษณาแบบปากต่อปาก” ไว้ด้วยกัน
ที่สำคัญกว่านั้น งานนี้ไม่มีฟรีครับ!
แถมยังสามารถหารายได้อีกต่างหาก จากการเก็บค่าสมาชิก
โดยสมาชิกของที่นี่ ต้องจ่ายค่าลงทะเบียน 300 เยน และค่าสมาชิกรายปีอีก 1,000 เยน แลกกับการได้ทดลองใช้สินค้าใหม่ๆก่อนใคร และมีสินค้าให้กลับไปใช้ที่บ้านอีกเล็กน้อย

good idea krab.
นึกไม่ออกจริงๆ ว่า ถ้ามาทำในเมืองไทยบ้าง จะเป็นยังไงน้อ ..
.
ดีตรงที่ แนวความคิด ให้มีสินค้าตัวอย่างให้ลองเป็นสัดส่วน เราจะได้รู้ว่าสินค้าตัวอย่างจะอยู่ที่ไหนเป็นที่เป็นทาง
.
แต่คิดว่า มันคงไม่ได้ผลกับคนไทยเท่าไหร่ .. เพราะคนไทยเราชอบของฟรี คงไม่ยอมเสียเงินรายเดือนรายปี เพื่ออะไรแบบนี้แน่ๆ เลย
.
แต่ถ้าคนที่บ้า Brand ก็ไม่แน่เนอะ ^^
รวมแหล่งของให้ลองก่อนใช้จริง idea แจ่ม ^^
แถมตอนลอง ก็ไม่ต้องมีคนมายืนกดดันให้ต้องซื้อจริงหลังจากลองเสร็จก็ยิ่งแจ่ม เพราะหากลองแล้วไม่ชอบ ก็เดินจากไปได้แบบไม่รู้ผิดอะไร หุ หุ
นั่นดิ คนไทย จะเอาไหมหนอ การที่ต้องเดินทางไปยังแหล่งลองของด้วยตัวเอง กับจ่ายตังค์รายปีรายเดือนเนี่ย