“ใครชอบอ่านการ์ตูนบ้างครับ?”
คำถามนี้ รับรองว่ามีคนยกมือตอบกันเกรียวแน่ อันนี้ผมสังเกตุจากแผงขายหนังสือ เพราะเห็นหนังสือภาพขาวดำ

พร้อมคำอธิบายสั้นๆ วางขายเยอะจริงๆ
ผมเองก็อ่านเหมือนกันครับ แต่ไม่ถึงขั้นติดงอมแงม
พูดให้ชัดหน่อยก็คือ ถ้ามีก็อ่าน แต่ไม่เคยซื้อการ์ตูนอ่านเลย

ยังสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน ทั้งๆที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ทำไมไม่คลั่งไคล้การ์ตูนเหมือนเพื่อนๆ
เป็นความสงสัยที่ไม่คิดจะหาคำตอบ
แต่ที่ผมอยากหาคำตอบ คือสงสัยว่า คนที่รักการ์ตูน ชนิดรู้วันเวลาว่าจะวางแผงเล่มใหม่วันไหน คนเหล่านี้เมื่ออ่านการ์ตูนจบแล้ว จะจัดการกับตำรานอกห้องเรียนอย่างไร

ผมมีน้องชายที่เข้าข่ายเป็นแฟนพันธุ์แท้ แกจะเก็บหนังสือการ์ตูนทุกเล่มเป็นอย่างดี รักษายิ่งชีพ ว่างั้นเถอะ
แม้จะอ่านจบ แต่หนังสือยังดูเหมือนใหม่ทุกเล่ม
เพราะหนังสือใหม่ออกทุกเดือน จึงไม่ต้องแปลกใจที่ต้องขยับขยายชั้นวางไปเรื่อยๆ

คิดว่า วันหนึ่งคงจะเปิดร้านให้เช่าหนังสือได้สบายๆ
แต่เอ… รักหนังสือขนาดนี้ เห็นทีตัดใจให้คนอื่นยืม ไม่ได้แน่ๆ
แต่อาจเก็บไว้ทำเป็น พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว น่าจะเหมาะกว่า

ตรงกันข้าม ยังมีคอการ์ตูนอีกหนึ่งประเภทครับ ที่อ่านจบก็จบกัน
ไม่ถึงขนาด อ่านแล้วทิ้ง เพียงแต่ว่าถ้าจำเป็นต้องเลือก ก็สามารถตัดใจได้
จำได้ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมหอพัก จะมีหนังสือการ์ตูน วางเรียงเป็นตั้งๆ
หนึ่งตั้ง คือ การ์ตูนหนึ่งเรื่อง
บางเรื่อง ความยาว 10 เล่มจบ เมื่อนำมาวางต่อกันในแนวดิ่ง จะทำความสูงได้ไม่กี่ฟุต
แต่บางซีรี่ย์ มีเฉียด 30 เล่ม ระดับความสูงเท่าเอว ต้องใช้เวลาอ่านเป็นเดือน

สี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย เหมือนไม่ตั้งใจ แต่ก็ได้สะสมโดยไม่รู้ตัว
พอถึงวันเรียนจบ ต้องย้ายออกจากหอพักของมหาวิทยาลัย คราวนี้ละครับ ความลำบากก็มาเยือน ต้องเลือกว่าจะขนอะไรกลับไปบ้าง ขืนเอาทั้งหมดต้องเสียเงินเช่าห้องพักโดยเปล่าประโยชน์

“หนังสือวิชาการดีๆแบบนี้ ควรเก็บไว้ให้รุ่นน้อง”
เป็นเหตุผลที่เพื่อนเลือกตัดตำราเรียน เป็นอย่างแรก ฟังดูดีไหมครับ

แต่กระนั้น สัมภาระก็ยังเยอะอยู่ดี ถึงคิวต้องเลือกทิ้งอย่างอื่นด้วย
หนังสือการ์ตูนบางส่วน จึงติดร่างแหอย่างหนีไม่พ้น
สุดท้ายก็ได้การ์ตูนหนึ่งกอง วางข้างๆตำราเรียน
“เดี๋ยวรุ่นน้องจะเครียดเกินไป” เป็นเหตุผลทิ้งท้ายที่ฟังดูดีเหมือนเคย

แต่ผมว่า ตำราเหล่านี้คงตกไม่ถึงเจเนอเรชั่นต่อไปหรอก
เพราะระหว่างปิดภาคเรียน เจ้าหน้าที่ต้องมาทำความสะอาดหอพัก ถึงตอนนั้น คงเอา กองหนังสือไปแปลงเป็นเงินแล้วหละ

ชั่งกิโลขาย คือการระบายที่ง่ายที่สุด
จากนั้นก็เข้ากระบวนการรีไซเคิล

แต่ใครจะคิดว่า มันสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ด้วย
ต้องชม Koshi Kawachi ศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่มองเห็นประโยชน์มากกว่าสายตาอย่างผม
เอาหนังสือการ์ตูน มาทำเป็นแจกัน
หย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไปในเล่ม แล้วรดน้ำให้ชุ่มฉ่ำ

คิดไปได้! มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจละเนี่ย
หรือว่า เผลอทำเม็ดแตงโมร่วง แล้วมารู้อีกที ตอนงอกออกมาแล้ว

ภาพจาก pinktentacle.com

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
3 Responses
  1. เดี๋ยวลองทำดูบ้างดีกว่า แต่จะปลูกได้ดีถ้าหน้าปกมันตูมๆใช่มัียครับ 555

  2. iNhumBa says:

    เจ๋งมาก น่าลองทำดู

  3. ผมว่าหน้าปก ไม่เกี่ยวมั้งครับ ถ้าไม่ได้ปลูกแตงโม

Leave a Reply

XHTML: You can use these tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>